คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาเรื่อง movement หรอกแต่มีปัญหาเรื่องจุดอ่อนที่สุดในร่างกาย ผมไม่ได้พูดถึงนักกีฬาระดับท็อปนะนั่นมันคนกลุ่มน้อยแล้วพวกนั้นก็ไม่ได้นั่งอ่านอะไรของผมในเน็ตอยู่แล้ว ผมพูดถึงคนทั่วไปที่อยากมีร่างกายที่รับมือกับงานหนักได้โดยไม่มีอะไรงี่เง่ายอมแพ้ไปก่อน ถ้าแขน ไหล่ หรือ grip ของคุณหมดแรงก่อนงานจะเสร็จ ผมไม่สนหรอกว่าตัวเลข squat กับ deadlift ของคุณจะสวยแค่ไหน ร่างกายมันบอกความจริงเร็วมาก
ผมรู้เรื่องนี้ในแบบที่ไม่แมนเอาซะเลย หลังจากหลงตัวเองอยู่ 2 ปีว่าตัวเองเจ๋งเพราะ squat ได้ราว 350lbs แล้ว deadlift ได้ราว 400lbs ผมหนัก 170lbs ตัวเลขมันดีพอจะหลอกให้ผมคิดว่ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ แล้วงานจริงก็แฉความหลอกลวงออกมา ตอนอุ้มแฟน...ในที่ส่วนตัว biceps ผมล้า anterior delts....abs ผมอีก! ขาไม่รู้สึกอะไรเลย หลังก็ไม่ แต่ "mirror muscles" ของผมยอมแพ้ซะงั้น! เลกเชอร์เรื่อง carryover ทั้งหลาย functional training ทั้งหมด สรุปแล้ว mirror muscles นี่แหละคือจุดอ่อนที่สุดของผม!
มันเลยกระตุกให้ผมคิดแล้วฟันธงเลยว่าไอ้ "train movements, not muscles" ทั้งชุดนี่มันเหลวไหล มันฟังดูฉลาด ฟังดูเป็นนักกีฬา แล้วก็เป็นข้ออ้างให้รู้สึกดีกับเวลาที่เสียไปในยิมถึงร่างกายจะไม่โชว์ผลก็ตาม ใช่ พวกนั้นหุ่นดีกันจริง แต่ "ฉัน functional ว่ะเพื่อน ฉันทำอะไรที่พวกแกทำไม่ได้" ส่วนใหญ่มันฟังดูเหมือนคนพยายามทำตัวเหนือ bodybuilding สิ่งที่มันมักจะปิดบังไว้คือการไม่ยอมถามคำถามเดียวที่สำคัญจริงๆ คุณฝึกไปเพื่ออะไรกันแน่ คุณรู้ตัวด้วยซ้ำไหมว่าจะเอา squat (ที่ไม่ได้ transfer ไปวิ่งด้วยซ้ำ) หรือ deadlift ไปทำอะไร (เมื่อไหร่กันที่คุณต้องยกของหนักขนาดนั้นจริงๆ แถมบังเอิญมี grip เหมือน barbell ให้จับพอดิบพอดี)
ถ้าคุณเล่นกีฬา ก็ดูว่าคุณต้องการอะไรแล้วฝึกกล้ามเนื้อพวกนั้นทั้งหมดด้วยท่าที่หลากหลายให้โดนทุกมุม ถ้าคุณฝึกเพื่อให้หุ่นดี ก็ "ฝึกกล้ามเนื้อทั้งหมดด้วยท่าที่หลากหลายให้โดนทุกมุม" และถ้าคุณไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ก็ "ฝึกกล้ามเนื้อทั้งหมดด้วยท่าที่หลากหลายให้โดนทุกมุม" เลิกหลอกตัวเองว่ามันมีประโยชน์ตรงไหนกับการ squat เป็นร้อยๆปอนด์ หรือ deadlift ของหนักขนาดนั้น ผมทำแบบนั้นมาหลายปี ไม่เคยต้อง squat อะไรเลย พอเลิกทำ แล้วหันมาทำ single leg เบาๆ sprint ของผมพุ่งกระฉูด พอเริ่มทำ biceps curl อยู่ดีๆก็อุ้มแฟนได้... เออ deadlift บ้างก็ได้นานๆที เอาสนุกเป็นหลัก
ที่ตลกคือ bodybuilding มันเวิร์กจริงในเรื่อง...bodybuilding มันมีหลักการที่ดี ท่าเยอะแยะ ความรู้ที่สั่งสมกันมาในวงการเพียบ...แล้วมันก็เวิร์ก ใช่ เราเห็น meme พวกบอดี้บิลเดอร์ตัวบวมๆจาก growth hormone กันมาหมดแล้ว แต่นั่นมันยา ไม่ใช่ตัวกีฬา คุณไม่ต้องไปใช้มันก็ได้ แต่คุณใช้วิธีฝึกแบบที่พวกเขาใช้ได้ หาว่าส่วนไหนยังพัฒนาไม่พอ ฝึกมันตรงๆจนมันเลิกเป็นจุดที่ยอมแพ้ก่อน แล้วค่อยไปฝึกส่วนต่อไป นั่นมัน functional กว่าของที่ขายกันในชื่อ functional ด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยมันก็ซื่อสัตย์กับจุดอ่อน แทนที่จะกระตุ้น dopamine ทุกครั้งที่บวกน้ำหนักอีก 2lbs ลงไปกับ 3 ท่าเดิมๆ lateral raise, curl, งาน triceps, rear-delt, forearm, งาน calf, leg curl, isolation ของ quad ใช่ มันน่าเบื่อ แต่มันโคตรดีในการจัดการจุดอ่อน
bodybuilding มันเรียบง่ายและอยู่กับความจริง เลิกถามว่าตัวเองสังกัดเผ่าฝึกซ้อมไหนเถอะ คุณกำลังสร้างร่างกายตัวเองอยู่ แล้วคุณก็จะทำท่าอะไรก็ตามที่มันได้ผล