Loading…

"advanced techniques" ในการเล่นเวทส่วนใหญ่ก็แค่วิธีทำให้น้ำหนักเบาๆรู้สึกหนักใช่ไหม?

Master_Of_Disaster
สาธารณะ 16 บทสนทนา 22 ความคิด 20 โหวตเห็นด้วย 1 โหวตลง 0 ซีรีส์ 44 การเข้าชม

เล่นเวทมาสักสิบปี อะไรหลายอย่างที่เคยดูฉลาดก็เริ่มดูซ้ำๆ พวก “advanced techniques” ทั้งหลายมันคล้องจองกันไปหมด drop set, giant set, blood flow restriction, mechanical drop, myorep, rest-pause สลับชื่อไปมาได้เรื่อยๆ แต่สุดท้ายมันก็แค่ความบันเทิง เอาน้ำหนักที่ไม่ได้ท้าทายอะไรนัก แล้วซ้อนข้อจำกัดหรือกลเล่นกับความล้าลงไปเรื่อยๆ จนมันเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นสักที

In groups

เนื้อหาการสนทนา

เล่นเวทมาสักสิบปี อะไรหลายอย่างที่เคยดูฉลาดก็เริ่มดูซ้ำๆ พวก “advanced techniques” ทั้งหลายมันคล้องจองกันไปหมด drop set, giant set, blood flow restriction, mechanical drop, myorep, rest-pause สลับชื่อไปมาได้เรื่อยๆ แต่สุดท้ายมันก็แค่ความบันเทิง เอาน้ำหนักที่ไม่ได้ท้าทายอะไรนัก แล้วซ้อนข้อจำกัดหรือกลเล่นกับความล้าลงไปเรื่อยๆ จนมันเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นสักที

เอาจริงมันก็รู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นแหละ burn มา pump มา หายใจเริ่มไม่ออก กล้ามจุดวาบขึ้นมาแบบที่คนชอบตีความว่าเป็นสัญญาณของการโต

แต่พอเล่นไปสักพักก็เริ่มถามคำถามง่ายๆข้อนึงที่ทำลายเรื่องพวกนี้ไปเยอะ

ทำไมต้องใช้ตั้งหก trick กว่าจะทำให้ set นี้มีความหมาย

เพราะสิ่งที่การฝึกแบบมีชั่วโมงบินมันค่อยๆเผยออกมาก็คือ ร่างกายตอบสนองชัดที่สุดตอนที่ load มันมีความหมายในตัวเอง TIME UNDER TENSION ! ไม่ใช่ TIME DOING FUNNY THINGS WITH TENSION ตอนที่น้ำหนัก ความตั้งใจ และระยะที่ใกล้ failure มันทำงานของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปแต่งเติมอะไร ไม่ต้องไปปั้นความหนักขึ้นมาด้วยลูปทรมานตัวเอง แค่ยกแค่ลง set ให้หนักจริง แล้วก็พักให้ฟื้น

เพราะถ้าต้องใช้ method กองพะเนินแค่จะทำให้ 40 กิโลรู้สึกว่าหนัก ปัญหามันไม่ใช่ความครีเอทีฟของแก ไม่ใช่ความเก๋าในการวาง programming ไม่ใช่การเข้าถึง “advanced stimulus strategies” อะไรนั่น มันคือ 40 กิโลมันไม่ได้ทำหน้าที่ที่มันควรทำตั้งแต่แรกต่างหาก

คนที่เล่นมานานสุดท้ายก็ค่อยๆเลิกซ้อนชั้นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะมันปลอม แต่เพราะมันไม่คุ้มกับสิ่งที่เขาแคร์จริงๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้นเพื่อนๆ แค่ยกของหนักๆขึ้นมาแล้วเอาวางลง ยกในหลายๆแบบ พักให้ดี... แค่นั้นจริงๆไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

Thoughts

  • coach_khangsanam

    เข้าใจที่เจ้าของโพสต์พูดนะ ส่วนที่ว่า "ทำไมต้องใช้ตั้งหก trick กว่าจะทำให้ set นี้มีความหมาย" มันจริงสำหรับคนที่ยังเพิ่ม load ได้อยู่ แต่ในยิมจริงผมเจอเคสที่ technique พวกนี้มีที่ทางของมัน เช่นลูกศิษย์ที่ไหล่มีปัญหาแล้วโหลดหนักตรงๆไม่ได้ myorep กับ rest-pause ช่วยให้เก็บ volume ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงท่าพัง ปัญหาไม่ใช่ตัว technique มันคือคนเอาไปใช้แทนการเพิ่มน้ำหนักทั้งที่ยังเพิ่มได้

    Permalink
  • lek_kao

    อ่านแล้วเห็นด้วยตั้งแต่ประโยคที่ว่า40กิโลมันไม่ได้ทำหน้าที่ของมันตั้งแต่แรก คนที่ไล่ตามดรอปเซ็ตกับ rest-pause ส่วนใหญ่คือคนที่ไม่ยอมเพิ่มจาน เพราะการเพิ่มน้ำหนักจริงมันน่าเบื่อและมันโกหกไม่ได้ ผมยกแข่งมาหลายปี ตัวเลขที่ขยับมาจากsquat bench deadlift ที่หนักขึ้นจริงทั้งนั้น ไม่ได้มาจากการเล่นกับความล้าให้มันรู้สึกหวือหวา

    Permalink
  • calisthenics_suan

    มุมนี้มันมาจากคนที่เพิ่มจานได้ตลอดไง พอเล่นน้ำหนักตัวเอง การเพิ่ม load มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ผมจะกระโดดจาก pull-up ธรรมดาไป muscle-up มันใช้เวลาเป็นเดือนๆ ระหว่างนั้น tempo ช้าลง หยุดค้างตรง sticking point เพิ่ม range คือ progression จริงๆของผม ไม่ใช่ของเล่นกับความล้า บาร์ในสวนมันเพิ่มจานให้ไม่ได้

    Permalink
  • gym_tae_99

    ผมอยู่รอดผ่านดีเบตนี้มาหลายรอบแล้ว ช่วงปี 2000 ต้นๆมันคือ "germ pause" กับ super slow เป๊ะเลย ตอนนั้นทุกนิตยสารบอกว่าการนับสิบวินาทีต่อ rep คือความลับของการโต ผมเล่นอยู่ปีนึง กล้ามไม่ได้โตกว่าตอนแค่เพิ่มจานทุกอาทิตย์เลยสักนิด สุดท้ายของพวกนี้คือไอเดียจริงอันเดียวที่ใส่ชุดใหม่ทุกสิบปี

    Permalink
  • tem_khao_ik

    เห็นด้วยครึ่งเดียว ถ้าเล่นเพื่อ total ก็จริงตามที่ว่า แต่ผมเล่นเพื่อรูปร่างนะครับ ตอน cut อาทิตย์ท้ายๆนี่น้ำหนักมันลงหมด เพิ่ม load ไม่ได้แล้วเพราะแรงไม่มี drop set กับ pump คือสิ่งที่ยังพอเก็บกล้ามไว้ได้โดยไม่ต้องไปฝืนยกหนักจนเจ็บ มันไม่ใช่แค่ความบันเทิงสำหรับสายเพาะกายจริงๆ

    Permalink
  • sueksa_withi

    ขอติงตรง TIME UNDER TENSION นิดนึง งานที่เทียบ tempo ช้ากับ tempo ปกติที่ volume เท่ากันส่วนใหญ่ effect size ต่อ hypertrophy มันเล็กมากหรือเสมอกัน เพราะฉะนั้น TUT ในตัวมันเองก็ไม่ได้เป็นตัวขับเหมือนกัน ตัวที่ data หนุนชัดสุดยังเป็น volume ที่ใกล้ failure พอสมควร ซึ่งจริงๆมันก็หนุนข้อสรุปของโพสต์อยู่ดีว่าแค่ยกให้หนักจริงแล้วเก็บ set ก็พอ

    Permalink

Related discussions

  • prehab จริงๆแล้วก็แค่งานเก็บกวาดปัญหาที่ programming ห่วยๆสร้างไว้ ที่ปลอมตัวมาใช่ไหม?

    prehab หลายอย่างก็แค่การมาเก็บกวาดปัญหาที่ programming ห่วยๆสร้างไว้ตั้งแต่แรก ไม่ได้จะบอกว่า rehab เป็นเรื่องหลอกนะ คนเจ็บมันเจ็บจริง และบางคนก็จำเป็นต้องทำงาน corrective ก่อนที่จะกลับมาฝึกปกติได้จริงๆ แต่ช่วงหลังเริ่มสังเกตว่าวัฒนธรรมยกเหล็กสมัยนี้เอาความผิดพลาดในการวางโปรแกรมที่คาดเดาได้อยู่แล้ว มาทำเป็นพิธีกรรมเฉพาะทาง แล้วขายกลับให้คนเป็นภูมิปัญญาขั้นสูง หัวไหล่นี่แหละตัวอย่างที่ชัดที่สุด

  • จริงๆแล้วคุณฝึกเพื่ออะไรกันแน่ ไม่ใช่แค่อยากดูดีหรือ?

    ตอนเริ่มฝึกจริงจัง เป้าหมายคืออยากหุ่นแบบ Christian Bale ใน Batman Begins มันง่ายๆ ผมแค่อยากดูดีกับอยากมีคนปลื้ม นั่นมัน 20 ปีก่อน ตอนผมอายุ 14 ผมไม่ได้คิดให้มันซับซ้อน ไม่ได้ต้องการ athletic performance สุขภาพหัวใจ longevity mobility หรือศัพท์ฟิตเนสเท่ๆของปี 2026 ผมแค่อยากดูดี และผมรู้สึกว่าคนส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่เกือบทั้งหมด ก็อยากได้แบบเดียวกันนี่แหละ แต่ตอนนี้เรากลับต้องผ่านพิธีกรรมยุ่งยากมากมายเพื่อกลบมันไว้...

  • เราควรฝึกกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ฝึก movement จริงไหม?

    คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาเรื่อง movement หรอกแต่มีปัญหาเรื่องจุดอ่อนที่สุดในร่างกาย ผมไม่ได้พูดถึงนักกีฬาระดับท็อปนะนั่นมันคนกลุ่มน้อยแล้วพวกนั้นก็ไม่ได้นั่งอ่านอะไรของผมในเน็ตอยู่แล้ว ผมพูดถึงคนทั่วไปที่อยากมีร่างกายที่รับมือกับงานหนักได้โดยไม่มีอะไรงี่เง่ายอมแพ้ไปก่อน ถ้าแขน ไหล่ หรือ grip ของคุณหมดแรงก่อนงานจะเสร็จ ผมไม่สนหรอกว่าตัวเลข squat กับ deadlift ของคุณจะสวยแค่ไหน ร่างกายมันบอกความจริงเร็วมาก

  • ทำไมช่างซ่อมบำรุงถึงมีแรงจับที่คนดึง deadlift 450 ปอนด์ในยิมไม่มีวันได้?

    เคยดึง deadlift ได้ 450 ปอนด์อยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจเลิกเล่น deadlift กับ squat สี่แผ่นบวกอีก 25 ไม่ใส่ straps ชอบจำภาพที่ทั้งยิมหันมามอง ยืนขึ้นมาพร้อมบาร์เหมือนกำลังถอน Excalibur ออกมาจากพื้นดิน ทำได้สำเร็จ แล้ววันนี้เห็นช่างซ่อมบำรุงที่ออฟฟิศหิ้วเก้าอี้ออฟฟิศพังๆสองตัวด้วยมือข้างเดียว อีกมือถือบันได กาแฟวางอยู่ข้างบน เลยลองทำตามบ้าง นิ้วแทบหัก ไม่เคยจับอะไรในมุมแบบนี้ เลยถามเขาว่าจับยังไง…

  • มันมีสิ่งที่เรียกว่า mirror muscles จริงหรือ?

    หนึ่งในความเชื่อที่งี่เง่าที่สุดของวัฒนธรรมยิมยุคนี้ คือการที่คนเริ่มพูดถึง “mirror muscles” เหมือนมันเป็นกล้ามปลอม Biceps side delt rear delt เทรน glute ตรงๆ งาน rotator cuff งาน isolation ทั้งหมด ไหงกลายเป็นของฟุ่มเฟือยเอาไว้โชว์ ในขณะที่การเล่น compound ไม่หยุดถูกรีแบรนด์ใหม่ว่า “functional” แล้วตอนนี้ก็มีคนเดินกันให้ว่อนทั้งไหล่อักเสบเรื้อรัง ข้อศอกปวดร้าว สะโพกหลวม หลังล่างที่ยึดไว้ด้วย…

  • วิ่ง sprint คือการออกกำลังและเป้าหมายฟิตเนสที่ดีที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่จริงไหม?

    ถ้ามีเวลาออกกำลังสัปดาห์ละชั่วโมงเดียวแล้วเป้าหมายคือรักษาขีดความสามารถทางกายที่มีค่าที่สุดไว้ตอนแก่ตัวลงผมคงเอาไปวิ่ง sprint ไม่ใช่เล่นขา ไม่ใช่วิ่งจ๊อก ไม่ใช่ HIT แต่ sprint ล้วนๆบนเนินและพื้นที่ขรุขระ sprint ในที่นี้คือออกแรงเกือบสุดแบบสั้นๆราว 10 ถึง 15 วินาทีแล้วพักให้ฟื้นเต็มที่ระหว่างเซ็ต ไม่จำเป็นต้องมองเป็นท่าฝึก แต่มองเป็นเป้าหมาย

  • biceps จะระเบิดจริงไหม ถ้าเลิกหมกมุ่น perfect form แล้วจัดหนักขึ้น?

    คนหมกมุ่นกับ “perfect form” ตอนเล่น curl กันเกินไป ถ้าน้ำหนักเบาจนลำตัวไม่ต้องเกร็งช่วยเลย มันก็คงไม่หนักพอจะบังคับให้กล้ามโตหรอก ฟังนะ อย่าเอาเวลาทั้งหมดไปกับการเล่น biceps curl โดยพยายามไม่ให้ไหล่ขยับ จัดให้หนักไปเลย ดู arnold สิ standing curl หนักๆที่โกง concentric นิดหน่อย แล้วค่อยฝืน eccentric แบบคุมไว้ ได้ผลโหดมาก เล่นแค่ 5 reps หนักๆด้วยน้ำหนักที่ทำเอาขยาด ได้แขนที่แข็งแรงใช้งานได้จริง…

  • “No days off” มันแกร่งจริง หรือแค่ฟังดูเท่จนกว่าจะหยุดคิดเกินห้าวินาที?

    “No days off” เป็นวลีที่ฟังดูแกร่งจนกว่าจะหยุดคิดเกินห้าวินาที เพราะประโยคนี้มันบอกอะไรกันแน่ ถ้าซ้อมหนักจริง หนักจริงๆ หนักพอจะบังคับให้ร่างกายปรับตัว ร่างกายมันต้องการเวลาฟื้น ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ แต่เป็นเรื่องชีววิทยา เนื้อเยื่อเสียหาย ระบบประสาทล้า glycogen หมด กระบวนการอักเสบ จุดทั้งหมดของการซ้อมหนักคือร่างกายดูแลตัวเองให้สมบูรณ์ไม่ได้ถ้าไม่ได้สร้างกลับขึ้นมาใหม่…