สร้างบ้านสักหลังยากแค่ไหน
แล้วมหาวิหาร พระราชวัง พิพิธภัณฑ์ ป้อมปราการ หรือปราสาทล่ะ การทำให้อาคารเสียหายหรือพังลงนั้นง่ายกว่ากันลิบลับ แทบไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรเลย ขนาดเด็กยังทำได้ ปรัชญาก็คล้ายกัน มองด้วยมุมเดียวกันได้ มันมีหน้าที่ของมัน เหมือนบ้านที่เราเข้าไปอยู่อาศัยและมี mental model มีกรอบไว้รับมือกับสิ่งที่ไม่รู้ ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม กรอบที่คอยให้แนวทาง ความมั่นใจ ความสบายใจ และการปกป้อง... ทั้งยังเปิดทางให้เราเติบโตและออกไปสำรวจความคิดนอกกรอบนั้นได้ด้วย ในขณะที่ยังให้กรอบพื้นฐานไว้รองรับความต้องการตั้งต้นของเราตลอดชีวิตส่วนใหญ่
ปรัชญาที่ต่างกันออกไป (ซึ่งมักพันกันอยู่กับมุมมองทางศาสนาและการเมือง) ถูกสร้างขึ้นตลอดประวัติศาสตร์เพื่อย่อ ทำให้เป็นนามธรรม และจำลองโลกรอบตัวเรา มันต่อยอดกันไปเรื่อยๆ มักทิ้งส่วนที่เริ่มไม่เกี่ยวข้องออกไปแล้วแทนที่ด้วยอันใหม่ที่ให้คำตอบใหม่ตรงกับปัญหาตรงหน้า ในวัฒนธรรมส่วนใหญ่ บรรพบุรุษถูกเคารพยกย่องมาแต่ไหนแต่ไร มักไม่ว่าพวกท่านจะรับมือกับอะไร เพียงเพราะข้อเท็จจริงที่ว่าท่านผ่านบางอย่างมาได้สำเร็จ และเพราะท่านเราจึงได้มาอยู่ตรงนี้ สิ่งนี้ช่วยให้เรารักษาวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์ มองอดีตอย่างเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจรากเหง้าของเราอย่างมีสุขภาพดี ซึ่งทำให้เรามีฐานไว้สร้างมุมมองของตัวเองต่อยอดขึ้นไป
แต่ Nietzsche กลับโด่งดังเรื่องการตัดขาดจากทั้งหมดนั้น ในหนังสือหลายเล่มของเขา เขาถล่มแทบทุกโลกทัศน์และปรัชญาจากอดีต ไม่ว่าทางศาสนาหรือทางโลก เขาได้ฉายา “นักปรัชญาผู้ถือค้อน” และฉายา “จอมแคลงใจ” ร่วมกับ Marx และ Freud จาก “วิธีร่วมกันของพวกเขาในการเปิดโปงแรงจูงใจที่ซ่อนเร้นและเผยภาพลวงตาในสังคมและจิตสำนึกของมนุษย์” อิทธิพลของเขายังมหาศาลมาจนทุกวันนี้ แม้จะไม่ชัดแจ้ง ความช่างสงสัย nihilism และความถากถางยังเป็นแบบแผนของการแสดงความฉลาดในการเล่าเรื่อง
จริงอยู่ที่ Nietzsche ช่วยให้เรามองเห็นข้อสมมติและ “ความจริงที่ไม่จริง” ซึ่งช่วยได้แน่ๆในการสร้างโลกทัศน์และความรู้ของเราต่อไป แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันที่เขาเสนอทางเลือกไว้น้อยมาก และบ่อยครั้งข้อโต้แย้งของเขาไม่ได้ลงเอยที่ปัญญาหรือแนวทาง แต่กลับเป็นความหวาดหวั่นและสับสนสำหรับคนอ่าน กลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจาก Nietzsche อย่างกว้างขวางที่จริงคือพวก Nazi ที่หยิบคำสอนของเขาบางส่วนมาใช้ตอกย้ำโลกทัศน์ของตัวเองอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ได้เข้าใจเขาเต็มที่และมักทำตรงข้ามกับที่เขาพูดไว้แต่แรก ทว่ามุมมองเชิงทำลายของเขาช่วยให้พวกเขาปั้นค่านิยมใหม่ ตัดขาดจากอดีต และสร้างชุดศีลธรรมใหม่ขึ้นมาค้ำระบอบเผด็จการก้าวร้าวอย่างพรรค Nazi ในเยอรมนีได้จริง ความเชื่อที่ว่าก้าวต่อไปของวิวัฒนาการคือการตัดขาดจากค่านิยมทั้งหมดที่เราสร้างมาแล้วสร้างศีลธรรมของตัวเองขึ้นใหม่ (Ubermensch) นั้นบกพร่องอย่างน้อยที่สุด มันพออธิบายให้ดูเหมาะที่สุดได้ก็ต่อเมื่อบางคนในหมู่เราอยู่ได้ชั่วนิรันดร์ ทำให้เราสะสมประสบการณ์ชีวิตในทุกบทบาทและทุกสถานการณ์ได้นานพอที่จะเผชิญปัญหาหลากชุด ถ้าเป็นแบบนั้น ใช่ คุณอาจไปถึงชุดศีลธรรมและค่านิยมที่ครบถ้วนพอจะมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่ามันถูกต้อง แต่บังเอิญว่าเรามีเวลาจำกัด และเราทุกคนก็อยากทำอย่างอื่นในชีวิตด้วย ไม่ใช่เอาเวลาทั้งหมดไปสร้างศีลธรรมของตัวเองเพื่อให้ได้สร้าง
ระบบศีลธรรม (ทั้งศาสนา ปรัชญา กฎหมาย...) ต้องใช้การได้ดีพอสมควรสำหรับทุกคน รวมถึงตัวคุณเองด้วย ในสถานการณ์ที่หลากหลายมาก พอคุณสร้างศีลธรรมของตัวเองและตัดขาดจากประเพณี คุณก็ตัดขาดจากกฎและภูมิปัญญาที่อยู่มานานนับยุคและถูกส่งต่อมาถึงคนที่รอดเพราะมันมักจะใช้การได้ดี คุณอาจไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงไม่เกี่ยวแล้ว ทั้งที่จริงๆมันอาจยังเกี่ยวอยู่มากก็ได้ คุณต้องระวังว่าจะทำลายหรือแทนที่อะไร และต้องแคลงใจอย่างยิ่งกับการรื้อทุกอย่างทิ้งเพื่อสร้างศีลธรรมของตัวเองจากศูนย์ นั่นเป็นชีวิตที่น่าเศร้า คุณแทบไม่ได้อะไรอย่างอื่นเลยถ้าเอาทั้งชีวิตไปตัดขาดจากศีลธรรมทั้งหมดแล้วระดมคิดหาทางออกของตัวเองมาสร้างขึ้นใหม่
มรดกของ Nietzsche เป็นเชิงทำลายอย่างมาก เขาหาข้อบกพร่องและช่องโหว่ในทุกรากของภูมิปัญญาปัจจุบันของเรา (Stoicism, Plato, Socrates, ศาสนาคริสต์, ศาสนายูดาห์...) แต่กลับให้แนวทางมาทดแทนน้อยมาก ใช่ ตอนนี้เรารู้แล้ว (ส่วนหนึ่งก็เพราะ Nietzsche จริงๆนั่นแหละ) ว่าบางส่วนของปรัชญาและศาสนาเหล่านี้ไม่ช่วยอะไรชีวิตเราอีกต่อไป แต่เขาให้อะไรมาแทนล่ะ เขาแค่รื้อทุกอย่างที่รื้อได้ลงไปแล้วก็คุยโวว่าการไม่มีระบบอะไรเลยมันดีแค่ไหน เยี่ยม งั้นเริ่มจากศูนย์แล้วไปบูชาพระอาทิตย์ก็แล้วกันมั้ง
Nietzsche ตายแล้ว
ใช่ แต่วิธีของเขายังพบเห็นได้ทั่วไป อิทธิพลของเขายังอยู่ พวกนักวิจารณ์ยังได้รางวัลตอบแทนเกินจริงเมื่อเทียบกับคุณค่าที่สร้างขึ้นมาจริงๆ นักวิจารณ์ศิลปะ นักวิเคราะห์ตลาด คนรีวิว... การหาช่องโหว่และข้อผิดพลาดในอะไรสักอย่างนั้นง่ายกว่าการสร้างทางเลือกหรือแม้แต่การปรับปรุงมันให้ดีขึ้นมากนัก การตั้งคำถามและวิจารณ์เป็นเรื่องชอบธรรม โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวกับอำนาจและรัฐบาล แต่เราก็ควรคาดหวังให้นักวิจารณ์ทำหน้าที่เสนอทางเลือกให้ดีขึ้น วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ และร่วมมือกับฝ่ายที่ถูกวิจารณ์เพื่อให้มันดีขึ้นด้วย
Nietzsche เองก็เห็นว่า nihilism ที่เขาต่อสู้ด้วยนั้นน่ารังเกียจสุดขีด และพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะหาทางออกให้กับปัญหาที่เขาเห็นจาก “การตายของพระเจ้า” แต่เขาทำไม่สำเร็จ และผมเชื่อว่าส่วนใหญ่มาจากความหยิ่งผยอง การตระหนักว่า "ทุกอย่างพังหมดแล้วและต้องสร้างใหม่จากศูนย์” ไม่ใช่ภาระของคนคนเดียว แต่เป็นภาระของเราที่จะทุ่มเทอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการแสดงให้เห็นว่าโลกทัศน์เก่าๆเคยมีประโยชน์ในยุคของมัน และพิสูจน์ว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เพื่อที่เราจะทิ้งมันได้อย่างปลอดภัยเมื่อเข้าใจมันแล้ว ไม่ใช่ทุบทุกอย่าง แต่ปรับปรุงเมื่อเห็นว่าจำเป็น ซ่อมแซมตัวอาคารตามที่ควร และใช่ บางครั้งก็ทุบบางส่วนของบ้านทางปรัชญาของเราทิ้ง เพราะเราเห็นชัดแล้วว่ามันใช้ไม่ได้อีกต่อไป ถ้าเคยใช้ได้จริงน่ะนะ
ผมไม่แปลกใจนักที่ Nietzsche ไม่ค่อยมีคนวิจารณ์ เพราะนักปรัชญาส่วนใหญ่พยายามจัดการกับข้อโต้แย้งของเขาแบบตรงๆ และพยายามชี้ว่าเขาทำลายศีลธรรมที่เขาทำลายไปไม่ได้หรอก เอาเข้าจริง Nietzsche ถูก คุณทำลายมันได้ แต่คุณก็ทำลายระบบศีลธรรมหรือปรัชญาไหนๆได้แทบทั้งนั้น เหมือนที่คุณทำกับอาคารได้ ไม่ว่ามันจะสวยงาม มีประโยชน์ หรือสมบูรณ์แบบแค่ไหน คุณถล่มอะไรให้เป็นซากปรักหักพังก็ได้ แต่คุณรู้สึกฉลาดไหมล่ะตอนทำแบบนั้นกับบ้านของตัวเอง
โอ้ ดูสิ ฉันพิสูจน์แล้วว่าบ้านไม่ได้สมบูรณ์แบบ มันมีจุดอ่อนและฉันหาเจอแล้วทุบมันลงได้ เป็นคนไร้บ้านนี่เท่จริงๆ
ไม่มีใคร ไม่เคยมี
เข้าข้าง Nietzsche สักหน่อย ก่อนจบ
สิ่งหนึ่งที่ Nietzsche วิจารณ์คือ คุณไม่จำเป็นต้องเรียบเรียงความหมายและกลไกของอะไรสักอย่างออกมาให้ตรงเป๊ะ สิ่งนั้นก็ถูกเข้าใจในระดับที่ลึกกว่าได้ทั้งที่ไม่รู้คำจะอธิบายมันด้วยซ้ำ คุณว่ายน้ำเป็นไหม แล้วอธิบายเป็นคำพูดได้ไหมว่าทำยังไง
ผมพนันได้ว่าไม่ได้ และพนันได้อีกว่าถ้าคุณเอานักว่ายน้ำเก่งๆมาสุ่มกลุ่มหนึ่ง พวกเขาก็อธิบายการว่ายน้ำเป็นคำพูดให้คนที่ว่ายไม่เป็นฟังไม่ได้เหมือนกัน แบบเดียวกันนี้ใช้กับระบบศีลธรรมได้ด้วย ไม่ใช่ว่าจะเห็นชัดเสมอไปว่าทำไมมันถึงใช้การได้และทำไมมันถึงทำให้เราสร้างสังคมที่ซับซ้อนและค่อนข้างเป็นธรรม (เมื่อเทียบกับที่เคยมี) ได้ แต่เห็นได้ชัดมากว่ามันใช้การได้จริง ดูอย่างสหรัฐฯเป็นตัวอย่างก็ได้ ไม่ชัดเจนว่าส่วนไหนของรัฐธรรมนูญสำคัญ และในตลอดอายุของสหรัฐฯ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เกิดขึ้นน้อยมากมาแต่ไหนแต่ไร แต่กระนั้น และด้วยปัจจัยอื่นด้วย สหรัฐฯก็ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจอันดับต้นของโลก และส่วนใหญ่ก็มาจากสถาบันและประเพณีที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ Tom Holland (ผู้เขียน ไม่ใช่ Spiderman) ก็เพิ่งให้หนังสือดีๆเล่มหนึ่งกับเราเมื่อไม่นานมานี้ ว่าทำไมศาสนาคริสต์ถึงเป็นหนึ่งในต้นเหตุของความก้าวหน้า วิทยาศาสตร์ และความยุติธรรมทางสังคมส่วนใหญ่ที่เราได้รับมาในช่วง 2000 ปีที่ผ่านมา ลองคิดถึงประโยคสุดท้ายนี้ดู ความเข้าใจของคนทั่วไปกลับตรงข้าม คือคิดว่าศาสนาคริสต์และศาสนาเป็นตัวฉุดรั้งเราไว้
คุณไม่ต้องอธิบายให้นกฟังว่าบินยังไง คุณไม่ต้องอธิบายให้สังคมฟังว่ามันทำงานยังไง พวกมันรู้ของมันเอง คุณชี้จุดที่ควรปรับปรุงในฐานะส่วนหนึ่งของมัน คุณลงมือสร้างอะไรสักอย่าง ถึงบางครั้งจะต้องทุบบางส่วนทิ้งไปตามทางก็ตาม คุณไม่ใช่แค่ยืนอยู่ข้างๆคอยวิจารณ์คนอื่น โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แล้วก็ตายอย่างโดดเดี่ยวระหว่างพยายามคิดค้นระบบศีลธรรมขึ้นมาจากศูนย์