ส่วนที่ผมว่าโพสต์แข็งที่สุดคือตรงที่บอกว่า Big Five ไม่มี trait ไหนจับคู่กับความสามารถเชิงเทคนิคเลย อันนี้ถูก แต่พอจะใช้มันเป็นไม้ค้ำว่า soft กับ hard skill ไม่แยกขาดกัน ก็ต้องระวังนิดนึง Big Five วัด disposition ว่าคนอยากใช้เวลายังไง ไม่ได้วัด skill ดังนั้นมันบอกได้แค่ว่า extrovert ไม่ได้แปลว่าเก่งเรื่องคน มันบอกไม่ได้ว่าสองทักษะนี้เสริมกันหรือขัดกัน นั่นเป็นคนละข้ออ้าง ที่ต้องใช้หลักฐานคนละชุด
เส้นแบ่ง hard skill กับ soft skill ทำให้คนแย่ลงทั้งสองอย่างหรือเปล่า?
Hard skill คือความสามารถหรือความรู้เชิงเทคนิคที่วัดได้ เจาะจง และสอนกันได้ ได้มาจากการเรียน การเทรน หรือประสบการณ์ และมักผูกตรงกับงานหรืออุตสาหกรรมหนึ่งๆ ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม graphic design การทำบัญชี การเต้น การวาดภาพ มันมักเป็นแก่นของอาชีพ โดยเฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ส่วน soft skill ส่วนใหญ่นิยามว่าเป็น “คุณสมบัติส่วนตัว ความสามารถในการเข้ากับคน และนิสัยทำนองนั้นที่จะออกมาตอนคุณมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น....
In groups
คิด
ส่วนที่ผมว่าโพสต์แข็งที่สุดคือตรงที่บอกว่า Big Five ไม่มี trait ไหนจับคู่กับความสามารถเชิงเทคนิคเลย อันนี้ถูก แต่พอจะใช้มันเป็นไม้ค้ำว่า soft กับ hard skill ไม่แยกขาดกัน ก็ต้องระวังนิดนึง Big Five วัด disposition ว่าคนอยากใช้เวลายังไง ไม่ได้วัด skill ดังน
เนื้อหาการสนทนา
hard skill กับ soft skill คืออะไร
Hard skill คือความสามารถหรือความรู้เชิงเทคนิคที่วัดได้ เจาะจง และสอนกันได้ ได้มาจากการเรียน การเทรน หรือประสบการณ์ และมักผูกตรงกับงานหรืออุตสาหกรรมหนึ่งๆ ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม graphic design การทำบัญชี การเต้น การวาดภาพ มันมักเป็นแก่นของอาชีพ โดยเฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ส่วน soft skill ส่วนใหญ่นิยามว่าเป็น “คุณสมบัติส่วนตัว ความสามารถในการเข้ากับคน และนิสัยทำนองนั้นที่จะออกมาตอนคุณมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การปรับตัว ภาวะผู้นำ”
เส้นแบ่งนี้มันคืออะไร
เส้นแบ่งนี้เห็นได้ในหลายบริบทของชีวิตการทำงาน (วงวิชาการ องค์กร อุตสาหกรรม) ในความบันเทิง (ซีรีส์ หนัง หนังสือ) และแม้แต่ใน “วิทยาศาสตร์” และจิตวิทยา (ดู I.Q. กับ E.Q.) แม้ E.Q. จะไม่ดังเท่า แต่ในราว 50 ปีที่ผ่านมาคำนี้ก็เป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 1995 ที่ถูกทำให้แพร่หลายผ่าน Emotional Intelligence ในหนังสือเล่มนี้ Goleman ชี้ว่าความฉลาดทางอารมณ์สำคัญต่อความสำเร็จไม่แพ้ IQ ทั้งในด้านวิชาการ การงาน สังคม และความสัมพันธ์กับคนอื่น ตัวหนังสือเองก็เป็นก้าวที่ถูกทางในการยอมรับว่าทักษะทางสังคมมีความสำคัญ แต่มันทำในแบบที่ขีดเส้นแบ่งระหว่าง soft กับ hard skill โดยบอกเป็นนัยว่าทั้งสองอย่างแยกขาดจากกันมากกว่าที่เห็น พอเราแยกมันออกจากกัน ถึงขั้นพยายามวัดแยกกันด้วย EQ กับ IQ เราก็เลยมีแนวโน้มจะคิดว่าเราเก่งแค่อย่างเดียวก็พอ และมีข้ออ้างให้ขาดอีกอย่างหนักๆได้ นี่จำกัดการเติบโตและความอิ่มเอมของเราอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่ในภาพรวม แต่ในด้านที่เราเลือกจะโฟกัสด้วย เพราะทักษะสองอย่างนี้มันเสริมกันและส่งกันให้แรงขึ้น ไม่ได้ขัดกัน
เราทุกคนเคยเห็นเส้นแบ่งนี้มาบ้างไม่มากก็น้อยในบางช่วงของชีวิต เช่น ในโรงเรียน เด็กที่หมกมุ่นกับการทำเกรดให้ดีที่สุดมักลงเอยด้วยทักษะทางสังคมที่ไม่โต และมักไม่ได้ไปได้ดีในชีวิตการทำงาน หลายทีเพราะความอยากรู้อยากเห็นมีจำกัด รับมือกับความคลุมเครือไม่เป็น สื่อสารกับคนอื่นไม่เก่ง... ในที่ทำงานเราก็เห็นตัวอย่างนับไม่ถ้วนของคนที่มุ่งเก่ง hard skill ของตัวเองขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ฉุดเขาไว้คือ “เกมการเมืองที่เขาไม่ยอมเล่น” ความคาดหวังว่างานของตัวเอง “เดี๋ยวมันก็พูดแทนตัวมันเอง” การสื่อสารความเชี่ยวชาญของตัวเองให้คู่งานเข้าใจอย่างไม่ชัดเจน... การขาด soft skill เป็นสูตรชั้นยอดของความหงุดหงิดในอาชีพ โดยเฉพาะการสื่อสารนั้นเป็นตัวคูณพลังถึงขนาดที่นับเป็นเหมือนสูตรโกงชีวิตได้เลยสำหรับคนที่เก่ง hard skill เชิงเทคนิคดีอยู่แล้ว มันทำให้คุณรับมือความขัดแย้งกับเจ้านาย ลูกค้า เพื่อนร่วมทีม และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีออกมาจากตรงนั้นได้ ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดของคุณหลายอย่างน่าจะงอกออกมาจากสถานการณ์ที่ตอนแรกคุณอยู่คนละฝั่งของความขัดแย้งกับคนคนนั้น
ด้วยทักษะการสื่อสารที่ดี คุณนำบทสนทนาไปสู่จุดที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจและเห็นใจกันได้ สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่ มันทำให้คุณรับงานที่ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น และมีผลกระทบมากขึ้นได้ และทำให้ลูกค้ากับ stakeholder หันมาสนับสนุนสิ่งที่คุณต้องการ แทนที่จะมองว่ามันขัดกับสิ่งที่เขาต้องการ “ศัตรูที่เป็นมิตรในที่ทำงาน” ของคุณจะเลิกมัวแต่ปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง ถ้าเขาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องทำแล้ว เพราะคุณเองกำลังพยายามมองความเห็นต่างจากมุมของเขาอยู่ บ่อยครั้งกว่าไม่ เขาจะเอาแรงไปทุ่มกับการพยายามมองความขัดแย้งจากมุมของคุณบ้าง และมักจะไว้ใจคุณมากขึ้น
ในทางกลับกัน การใช้ชีวิตโดยโฟกัสแต่ soft skill ก็ชนกำแพงพอๆกับการพึ่ง hard skill เป็นหลัก คนส่วนใหญ่ชอบทำงานกับเพื่อนร่วมทีมที่น่ารัก ตั้งใจฟัง เข้าใจ และมีทัศนคติบวกที่สร้างสรรค์ ชอบไปจนกระทั่งคนคนเดิมนั่นแหละทำงานพังซ้ำๆ ทำ deadline ไม่ทัน ออกผลงานคุณภาพต่ำที่คนอื่นต้องมาตามแก้... ไม่ว่าคุณจะเก่งเรื่องคนแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็ยังมีงานที่ต้องทำให้เสร็จ ถึง soft skill จะพาคุณไปได้ไกลในอาชีพ แต่คุณควรคิดถึงมันในฐานะตัวคูณพลังของสิ่งที่คุณทำได้ผ่าน hard skill
แล้วเราควรคิดเรื่อง soft skill กับ hard skill ยังไงดี
ความเข้าใจที่ผมเห็นบ่อยที่สุดคือ ประสิทธิภาพโดยรวมของเราเกิดจากผลรวมของทักษะเหล่านี้ (Effectiveness = HardSkills + SoftSkills) เลยทำให้เราโฟกัสแค่อย่างเดียว ปล่อยอีกอย่างทิ้งไปเลยก็ยังพอผ่านได้ สูตรที่ดีกว่า แม้จะยังง่ายเกินจริง คือแบบนี้ Effectiveness = HardSkills*SoftSkills ถ้าเอาข้อเท็จจริงที่ว่าทักษะส่วนใหญ่ (ไม่ว่า hard หรือ soft) ให้ผลตอบแทนลดลงเรื่อยๆเมื่อเทียบกับเวลาที่ลงไป มาบวกเข้าไปด้วย เราก็จะเห็นว่าทำไมการทุ่มที่อย่างเดียวจนแลกกับอีกอย่างถึงไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด
การจะขยับจาก 8 ไปเป็น 10 ในทักษะใดทักษะหนึ่งนั้นยาก ส่วนการขยับจาก 1 ไปเป็น 8 ง่ายกว่ามาก คนที่ได้ 8 ทั้ง soft และ hard skill ลงเอยที่ Effectiveness= 8*8=56 ทีนี้ลองนึกถึงอีกคนที่ทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการทำ hard skill ให้สมบูรณ์แบบโดยไม่ทำอะไรกับ soft skill เลย Effectiveness= 10*1 = 10 ถึงเลขจะง่ายเกินจริง แต่มันก็พอแสดงให้เห็นคุณค่าของการลงทุนในด้านที่ยังตามหลังอยู่ แทนที่จะไล่ตามผลตอบแทนที่ลดลงเรื่อยๆเพื่อจะเป็น 10 ในสิ่งที่ตัวเองเก่งหรือชอบอยู่แล้ว อย่างในสายวิศวกรรม อาชีพคนเรามักพุ่งขึ้นหลังจากที่เริ่มเห็นคุณค่าของการสื่อสาร การเขียน และการทำงานร่วมกับคนอื่น แทนที่จะมุดลงไปเรียนรู้ในสายงานของตัวเองให้ลึกขึ้นไปอีก
เดี๋ยวนะ แล้วเรามาถึงจุดนี้กันได้ยังไง
วิธีคิดแบบนี้เป็นที่นิยมมากว่าครึ่งศตวรรษ ในอดีตความสามารถเชิงเทคนิคกับเชิงสังคมผูกกันแน่นกว่านี้มาก เส้นแบ่งระหว่าง soft กับ hard skill เริ่มขึ้นในกองทัพสหรัฐช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 มันถูกพัฒนาขึ้นเพื่อจัดหมวดความสามารถต่างๆที่บุคลากรทางทหารต้องมี งานยุคแรกๆในเรื่องนี้บางส่วนมาจากนักจิตวิทยา Paul G. Whitmore คนสำคัญในการให้กำเนิดคำเหล่านี้ “Hard skill” เคยหมายถึง “การใช้งานเครื่องจักรและอาวุธ งานเชิงเทคนิคที่เป็นรูปธรรมและวัดได้ค่อนข้างง่าย” ส่วน “soft skill” ถูกนิยามว่าเป็นความสามารถที่เกี่ยวกับงานแต่แทบไม่ต้องยุ่งกับเครื่องจักร กองบัญชาการกองทัพภาคพื้นทวีปสหรัฐ (CONARC) จัด “Soft Skills Training Conference” ขึ้นในปี 1972 เพื่อสำรวจแนวคิดนี้อย่างเป็นทางการ แม้ว่าเส้นแบ่งนี้จะยังถูกมองว่าคลุมเครือ และมีข้อเสนอให้ “เลิกใช้คำเหล่านี้เพราะอาจสร้างความสับสน” แต่คำพวกนี้ก็ติดหู เหมือน meme และถูกใช้ต่อมา ดังขึ้นไปอีกหลังจาก Coleman’s Emotional Intelligence ตีพิมพ์
เราเห็นเส้นแบ่งเดียวกันนี้แทรกเข้าไปในวัฒนธรรมป๊อปผ่านหนังกับซีรีส์ที่มักวาดให้ตัวละครฉลาดๆทำตัวแบบที่หลายทีก็ขัดกับเป้าหมายของตัวเอง ทำตัวกวนๆ หรือหลุดโลกจาก “คนปกติ” ไปเลย Big Bang (Sheldon), House (Dr. House), Death Note (L Lawliet), Good Will Hunting (Will Hunting), Mr Robot (Elliot) ตัวอย่างที่หนักเป็นพิเศษคือ The Imitation Game ที่วาด Alan Turing ให้หยิ่ง น่ารำคาญ และน่าหมั่นไส้ ทั้งที่จริงเขาเป็นคนใจดีและเห็นอกเห็นใจมาก มี TV Trope หลายแบบที่สะท้อนการเน้น hard skill เหนือ soft skill นี้ (ตัวอย่าง หนึ่ง, สอง, สาม).
บุคคลในประวัติศาสตร์ที่คนมักคิดว่าเข้ากับ trope พวกนี้ จริงๆแล้วหลายคนเป็นตัวอย่างชั้นดีของทักษะทางสังคม ที่แสดงออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งในชีวิตส่วนตัวและการงาน Leonardo da Vinci เขารุ่งเรืองในชีวิตราชสำนัก เป็นนักสนทนาชั้นยอด เล่นดนตรีและจัดการแสดงได้เก่งกาจ และผูกมิตรกับผู้อุปถัมภ์ทรงอิทธิพลด้วยเสน่ห์ของตัวเอง
Leonardo da Vinci เขารุ่งเรืองในชีวิตราชสำนัก เป็นนักสนทนาชั้นยอด เล่นดนตรีและจัดการแสดงได้เก่งกาจ และผูกมิตรกับผู้อุปถัมภ์ทรงอิทธิพลด้วยเสน่ห์ของตัวเอง
Galileo Galilei มักถูกวาดเป็นนักวิทยาศาสตร์โดดเดี่ยวที่ถูกศาสนจักรตามรังควาน แต่จริงๆเขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ติดต่อจดหมายกับเหล่าปัญญาชนอย่างกว้างขวาง อาศัยระบบอุปถัมภ์ และเดินเกมการเมืองที่ซับซ้อนในศาสนจักรเอง
Isaac Newton มักถูกนึกภาพเป็นคนเย็นชา หมกมุ่น เก็บตัว สนใจแต่ฟิสิกส์ แต่จริงๆเขาเป็นผู้อำนวยการโรงกษาปณ์ เป็นประธาน Royal Society โดยรวมแล้วเป็นคนที่เดินเกมในโครงสร้างอำนาจได้สำเร็จทีเดียว ในอีกด้านหนึ่งเขาก็เสียเงินก้อนโตไปกับฟองสบู่ในตลาดหุ้น แสดงว่าเขาก็ไม่ได้เก่ง hard skill ไปทุกอย่าง อันนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นนะที่ขาดทุนหุ้น...
Benjamin Franklin มักถูกนึกภาพเป็น “นักประดิษฐ์เพี้ยนๆ” ในภาพจำง่ายๆ แต่จริงๆเขามีทักษะทางสังคมสูงมาก เป็นนักการทูตชั้นยอดในฝรั่งเศส เป็นนักเขียนที่ดีและเป็นคนที่คนในยุคนั้นนิยมมาก เขาเป็นหนึ่งใน founding father ก็ด้วยเหตุผล
Albert Einstein มักถูกลดทอนเหลือแค่ภาพล้ออาจารย์ขี้ลืม แต่จริงๆเขาเป็นคนมีไหวพริบ มีเสน่ห์ทางสังคม บรรยายต่อสาธารณะไปทั่วโลก และพูดเรื่องการเมืองอย่างตรงไปตรงมา (สิทธิพลเมือง สันตินิยม)
Richard Feynman เหมือน Einstein กับ Franklyn หลายคนคงนึกภาพนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลว่าเข้าสังคมไม่เป็น แต่จริงๆเขาสื่อสารเก่งมาก ซึ่งยืนยันได้ง่ายๆจากการดูเลคเชอร์ของเขาหลายอัน ที่คุณจะทึ่งว่าเขาอธิบายเรื่องซับซ้อนสุดๆได้ดีแค่ไหน ตัวอย่างที่ดีอันหนึ่ง คือ
J. Robert Oppenheimer ในชีวิตจริงเขาเป็นผู้นำที่มีเสน่ห์ดึงดูด อ้างบทกวีได้หลายภาษา และทำให้นักเรียนกับเพื่อนร่วมงานภักดีอย่างแรงกล้า แม้ปัญหาในช่วงท้ายชีวิตของเขาหลายอย่างจะมาจากความผิดพลาดในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แต่นั่นก็เข้าใจได้ไม่ยากเมื่อคำนึงถึงจำนวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในเรื่องยากๆมากมายที่เขาเจอตลอดชีวิต เขาไม่ได้ล้มเหลวทางการเมืองเพราะขาดทักษะ แต่เพราะความซับซ้อนมหาศาลที่เขาต้องรับมือต่างหาก
ด้านตรงข้ามก็จริงเหมือนกัน เพราะบ่อยมากที่เราเห็นในทีวีกับหนังถึง trope ของคนเก่งสังคมจัดที่นอกนั้นไม่รู้อะไรเลย ซึ่งก็เกินจริงพอๆกัน
trope พวกนี้กำหนดวิธีที่เราเข้าหาชีวิตและคิดเรื่องชีวิต มันเป็นหนึ่งในกลไกเก่าแก่ที่สุดของเราในการจดจำบทเรียนและส่งต่อให้คนของเรา การแบ่ง hard skill กับ soft skill เป็น trope ที่แทรกซึมอย่างมากในการเล่าเรื่องยุคนี้ แต่ไม่ได้มีอยู่มากนักในตำนานและเรื่องเล่าเก่าๆ ที่เรามักเห็นตัวเอกเก่งทั้งสองอย่างโดยไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน เช่น หนึ่งในวีรบุรุษกรีกที่ดังที่สุดคือ Odysseus ที่ทุกวันนี้คนรู้จักในฐานะคนเจ้าเล่ห์ขี้โกหกที่หลอก Polyphemus (ไซคลอปส์) ให้ปล่อยตัวเขากับลูกน้อง ทว่าเขาก็ถูกบรรยายว่าเป็นหนึ่งในชาว Achaea (กรีก) ที่แข็งแกร่งที่สุด เก่งทั้งหอก ดาบ ว่ายน้ำ วิ่ง และเป็นนักมวยปล้ำที่เก่งที่สุดในหมู่ชาว Achaea หลังการตายของ Achilles เขาสู้และชนะ Ajax เพื่อได้เกราะของ Achilles มา แสดงว่าเขาเป็นนักมวยปล้ำที่เก่งที่สุดในบรรดาชาว Achaea ในเรื่องเดียวกันนี้ (Iliad กับ Odyssey) วีรบุรุษส่วนใหญ่ถูกบรรยายว่าเก่ง (หรืออย่างน้อยก็ดี) ในหลายๆด้าน ในเรื่องที่สายตาคนยุคนี้อาจมองว่าขัดแย้งกัน วีรบุรุษอย่าง Achilles นักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรีก ก็ถูกแสดงให้เป็นนักดนตรี กวี และคนที่ครุ่นคิดลึกซึ้ง คนที่ฆ่าฟันในสนามรบได้ แต่ก็ร้องไห้อย่างเปิดเผยให้สหายที่ล้มหายไป
การแยกขาดนี้ถูกผลักไปสุดขั้วในทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยการเชิดชูภาวะบุคลิกภาพผิดปกติ ที่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วไม่ได้รับการวินิจฉัยทางคลินิกเลย เราเห็นคนจำนวนมาก (โดยเฉพาะคนทำงานสาย tech) บอกว่าตัวเองเป็นออทิสติก/แอสเพอร์เกอร์ ซึ่งมักมาพร้อมพฤติกรรมแปลกๆ “น่ารักๆ” และความไม่โตทางสังคม โดยคาดหวังให้มันเป็นข้ออ้างของพฤติกรรมหยาบคาย เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และเรียกร้องความสนใจ ออทิสติกจริงๆและระดับความรุนแรงต่างๆของมันสร้างความทุกข์มากมายให้คนที่เป็นและครอบครัว และไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นแค่ชุดความแปลกที่เปิดปิดได้ตามใจเพื่อเรียกความสนใจมาที่ตัวเอง การแยก soft กับ hard skill สะท้อนในทางวิทยาศาสตร์ไหม การจัดหมวดบุคลิกภาพที่ใกล้เคียงวิทยาศาสตร์ที่สุดคือ Big Five Personality traits ซึ่งไม่มีอันไหนเลยที่จับคู่กับความสามารถเชิงเทคนิค มันแค่แสดงว่าคนต่างกันอยากใช้ชีวิตและปฏิสัมพันธ์กันยังไง และในสัดส่วนเวลาเท่าไหร่ ไม่มีลักษณะไหนในนี้ที่ทำนายความสำเร็จในการรับมือกับคนได้ การเป็น extrovert มากขึ้นไม่ได้ทำให้คุณเก่ง soft skill ขึ้น แค่ทำให้คุณน่ารำคาญขึ้นตอนที่คุณยังไม่เก่ง ในทำนองเดียวกัน การเป็น introvert ก็ไม่ได้ทำให้คุณลึกซึ้งและมีแง่คิดโดยอัตโนมัติ แม้จะมีความสัมพันธ์ระดับหนึ่งระหว่าง extrovert กับ soft skill และ introvert กับ hard skill แต่นั่นมักเกิดเพราะโอกาสล้วนๆ คน extrovert ได้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมบ่อยกว่า เลยได้ฝึกทักษะสังคม ส่วนคน introvert ได้เวลาว่างมากกว่าให้โฟกัสกับเรื่องที่ตัวเองสนใจ เลยเก่งขึ้น บ่อยครั้งสิ่งที่คน introvert สนใจจริงๆคือการสังเกตและทำความเข้าใจคนอื่น ทำให้เข้าใจธรรมชาติมนุษย์ได้ดี เพราะแนวโน้มที่จะฟังและสังเกตพลวัตและอารมณ์ทางสังคม แทนที่จะแสดงออกของตัวเอง
แล้วมันสะท้อนออกมาในชีวิตประจำวันจริงๆยังไง
ถึงตรงนี้คงเห็นแล้วว่าผมเขียนจากมุมของคนที่กำลังพยายามเสริม hard skill ของตัวเองด้วย soft skill โดยผมยกตัวอย่างเรื่องหลังไว้เยอะกว่ามาก เพราะมันวนอยู่ในหัวผมบ่อยกว่าเรื่องแรก แต่ผมก็เห็นว่ามันเป็นแบบนี้บ่อยที่สุด ที่วัฒนธรรมตอนนี้ดูจะให้คุณค่ากับ hard skill มากเกินไป เพราะวัดผลทางวิชาการด้วยข้อสอบ วัดผลในองค์กรด้วย KPI วัดผลในอุตสาหกรรมด้วยผลงานที่ออกมา
จากประสบการณ์ผม ผมเห็นการเติบโตในอาชีพมากขึ้นเยอะจากการเปลี่ยนนี้ รวมถึงความพอใจในงานและในชีวิตส่วนตัวมากขึ้นด้วย ตั้งแต่ผมเริ่มมอง soft skill เป็นแค่นั้นแหละ ทักษะที่ฝึกและเรียนรู้กันได้แบบเดียวกับ hard skill ข้อคิดชุดหนึ่งที่ผมอยากชวนคุยมีดังนี้
อย่าประเมินความซับซ้อนของ soft skill ต่ำไป จากประสบการณ์ผม ปัญหา “hard skill” (ในกรณีผมคือ Systems Design การเขียนโปรแกรม) มักแก้ง่ายกว่าปัญหา “soft skill” (การเป็นพี่เลี้ยงให้วิศวกรจูเนียร์ การจัดการเจ้านาย การกำหนด requirement กับลูกค้า การจัดการความขัดแย้งในทีมระหว่างวิศวกรเก่งๆที่มั่นใจว่าตัวเองถูก) ปัญหา “soft skill” มีเพดานความซับซ้อนไม่จำกัด เพราะกรอบคิดและบุคลิกของคนต่างกันมาก บวกกับเป้าหมายที่ต่างกันของแต่ละคน บวกกับนิสัยลบๆอย่างความไร้ฝีมือ ความหยิ่ง การเมือง ความเห็นแก่ตัว
อย่ามองว่ามันต่างจากปัญหา “hard skill” มากนัก ตอนคุณเจอปัญหา “hard skill” ที่เป็นรูปธรรมในอาชีพของคุณ (เช่น ซ่อมระบบไฟ พ่นสีรถ วินิจฉัยโรค) คุณก็กำลังใช้แนวทางแก้ปัญหาแบบของคุณเองที่พัฒนาขึ้นจากการเทรนหรือประสบการณ์ บ่อยครั้งคุณจะตั้งเป้าหมายหลักให้ชัด (พ่นรถให้เป็นสีหนึ่งๆ) มาตรฐานของคุณ (สีควรคุณภาพดี กันน้ำเพื่อให้ฝนไม่ชะออก) ขั้นตอนที่จะไปถึงมัน (ซื้อวัสดุ ลอกสีเดิมออก ลบรอยขีดข่วนก่อน... ผมไม่ค่อยรู้เรื่องพ่นสีรถหรอก และมันก็เห็นชัด) แล้วก็ไล่หาจุดที่ติด (สีไม่ยอมติด ทำไม สีนี้มีอะไรพิเศษ โลหะของรถมีอะไรพิเศษ) ปัญหา soft skill ก็เหมือนกัน คุณตั้งเป้าหมายให้ชัด (ผมอยากโน้มน้าวคนนี้ให้สนับสนุนไอเดียผม ซื้อของผม เห็นด้วยกับผม) มาตรฐาน (ผมไม่อยากโกหกเขา ผมอยากให้เขายังไว้ใจผมหลังเรื่องนี้จบ) ขั้นตอน (ผมควรฟังมุมของเขาก่อน จดและคิดทบทวน หาว่าผมช่วยให้เขาได้สิ่งที่ต้องการได้ยังไง แล้วค่อยหาว่าผมจะโยงมันเข้ากับสิ่งที่ผมต้องการได้ยังไง หรืออาจปรับสิ่งที่เราทั้งคู่ต้องการให้ต่างฝ่ายต่างได้อะไรใกล้ๆกับที่อยากได้ตอนแรก) ไล่หาจุดที่ติด (เขาดูไม่อยากบอกว่าจริงๆต้องการอะไร เขาอาจยังไม่ไว้ใจผม ทำไม อ้อ ผมเพิ่งเข้าบริษัท เขาจะมาบอกเรื่องพวกนี้กับผมทำไม ผมน่าจะต้องสร้างความไว้ใจก่อน)
อย่าประเมินความสำคัญของมันต่ำไป แม้เป้าหมายหลักของคุณคือแค่อยากเก่งขึ้นในอาชีพ “soft skill” ทำให้คุณดึง hard skill ที่คุณภูมิใจนักหนาออกมาใช้ให้มีผลกระทบมากขึ้นเยอะ วิศวกรที่ “เก่งที่สุด” ถ้าเข้าสังคมไม่เป็น ก็จะเป็นแค่คนนั่งอยู่มุมออฟฟิศแก้ปัญหาโดดๆ เพราะไม่รู้วิธีนำ สื่อสาร หรือรับมือกับคนอื่น วิศวกรที่เก่งและมีทักษะสังคมดีจะถูกสอนได้ดีกว่าและเรียนรู้เร็วกว่า รู้วิธีถามให้ชัด มีคนเอาไอเดียมาคุยด้วย ถูกดันขึ้นตำแหน่งผู้นำเพราะแก้ความขัดแย้ง มอบหมายงาน และเป็นพี่เลี้ยงได้ดี วิศวกรที่เก่งจะลงเอยด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดี ส่วนคนที่ “เก่งที่สุด” จะได้แค่แก้ปัญหารูปธรรมบางอย่างหลังออฟฟิศที่ หวังว่า จะไม่ทำให้เขาต้องยุ่งกับคนอื่นในบริษัท การสื่อสารที่ดียังทำให้คุณเข้าใจปัญหาของตัวเองได้ดีขึ้นด้วย อย่างที่ Albert Einstein ว่าไว้ “คุณยังไม่เข้าใจอะไรสักอย่างจริงๆ จนกว่าคุณจะอธิบายให้ยายของคุณฟังได้” การอธิบายเรื่องยากๆทำให้เราเข้าใจเรื่องเดียวกันนั้นดีขึ้นและมองมันจากหลายมุมขึ้น ซึ่งมักช่วยในการแก้ปัญหา เคยไหมที่ตอนคุณกำลังเล่าปัญหาให้คนอื่นฟัง คุณเองนั่นแหละที่คิดทางออกของตัวเองออกมาได้ระหว่างที่พูด
สรุป
ความจริงซับซ้อนกว่าที่เรามักเห็นในเรื่องแต่งมาก มันง่ายที่จะตกหลุมพรางของการแยก soft ออกจาก hard skill เพราะมันก็สบายใจดีที่จะบอกตัวเองว่าเราไม่สำเร็จเพราะคนอื่นมาฉุดเราไว้ แทนที่จะมองว่ามันเป็นปัญหาที่เรายังแก้ไม่ถูก เราไม่ควรทำให้บุคลิกของตัวเองกลายเป็นภาพล้อตาม trope กับ meme แต่ควรมุ่งพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นในภาพรวม เราไม่ใช่แมลง เราไม่ได้เชี่ยวชาญเฉพาะทางขนาดนั้น
Thoughts
-
Permalinkถามจากมุมคนที่เพิ่งเริ่มทำงานนะครับ ถ้าตอนนี้ผมรู้สึกว่า hard skill ตัวเองยังอ่อนมาก ผมควรทุ่มไป 8 ก่อนแล้วค่อยมาเก็บ soft skill หรือควรเขย่งทั้งสองอย่างไปพร้อมกันตามที่โพสต์เชียร์ เพราะในความจริงเด็กฝึกงานที่เน้น soft skill อย่างเดียวมักโดนมองว่ากลวง
-
Permalinkอ่านท่อนเรื่องการสื่อสารแล้วนึกถึงตัวเองตอนทำ deck ส่ง pre-read ให้ผู้บริหาร ผมเคยคิดว่างานคือทำสไลด์ให้ข้อมูลถูก แต่จริงๆครึ่งนึงของงานคือเดาว่าเขากังวลอะไรอยู่แล้วตอบก่อนที่เขาจะถาม ตอนแรกรู้สึกว่ามันคืองานการเมืองที่ไม่ควรต้องทำ พอทำไปนานๆถึงเห็นว่ามันคือทักษะอ่านคนจริงๆ แล้วมันยากกว่าหาตัวเลขมาใส่สไลด์เยอะ
-
Permalinkที่ผมชอบที่สุดคือสูตร Effectiveness = HardSkills*SoftSkills เพราะมันตรงกับสิ่งที่เห็นใน production จริงๆ ผมเคยทำงานกับวิศวกรที่ design ระบบได้สวยมาก แต่เขียน design doc ให้คนอื่นรีวิวไม่เป็น ไม่ยอมบอกใครว่ากำลังจะ migrate อะไร สุดท้ายของดีๆพังตอนตีสองเพราะไม่มีใครรู้ว่ามันต่อกับอะไรบ้าง ค่า soft skill เป็น 1 มันก็คูณทุกอย่างลงเหลือ 1 จริงๆนั่นแหละ ไม่ใช่เปรียบเปรย
-
Permalinkขอจับจุดเล็กๆในโพสต์ ตรงที่ยกตัวอย่าง Newton Franklin Einstein ว่าจริงๆเก่งเรื่องคน เพื่อแย้งภาพ trope อันนี้เป็นการเลือกตัวอย่างที่รอด คนเก่งเทคนิคที่เข้าสังคมไม่เป็นและเลยไม่ดังพอให้เราจำชื่อ ก็มีเต็มไปหมด เราแค่ไม่มีหนังเรื่องเขา ข้อสรุปว่า "คนเก่งจริงเก่งทั้งสองอย่าง" มันอาจถูก แต่จะพิสูจน์ด้วย Da Vinci กับ Oppenheimer ไม่ได้ เพราะนั่นคือ survivorship bias
-
Permalinkผมเห็นด้วยกับ thesis หลัก แต่กับคำว่า "soft skill เป็นทักษะที่ฝึกได้เหมือน hard skill" ผมขอเติมความจริงอีกชั้นที่โพสต์ข้ามไป งานที่นับเป็น soft skill ในทีมมันถูกแจกไม่เท่ากัน
คนที่ถูกคาดหวังให้คอยอ่านห้อง เกลี่ยอารมณ์ จดสรุปให้คนอื่น มักเป็นผู้หญิงในทีม
งานพวกนี้ไม่ขึ้น perf review ไม่มีใครเรียกมันว่า skill จนกระทั่งมันหาย
พอมันถูกมองเป็นนิสัยน่ารักของใครคนนึง มันก็เลยไม่ถูกฝึกอย่างเป็นระบบ และไม่ถูกให้เครดิต
มันไม่ใช่แค่ "เราเลือกฝึกอย่างเดียว" บางทีคนถูกมอบหมายให้แบกอย่างนึงโดยไม่มีสิทธิ์เลือก
-
Permalinkจุดเดียวที่ผมไม่เห็นด้วยกับโพสต์คือสรุปท้ายว่าเราควรไล่พัฒนาด้านที่ตามหลังเสมอเพราะ 1 ไป 8 ง่ายกว่า 8 ไป 10 ในทางทฤษฎีใช่ แต่ตลาดงานไม่ได้จ่ายตามค่า Effectiveness รวม มันจ่ายให้คนที่เป็น 10 ในด้านที่หายาก คนที่เป็น 7x7 อาจมีความสุขกว่า แต่คนที่เป็น 10x3 บางทีได้ offer ที่ดีกว่า โพสต์พูดเรื่องความอิ่มเอมกับการเติบโตปนกัน ซึ่งสองอย่างนี้ optimize คนละแบบ
-
Permalinkที่โดนใจผมคือท่อนที่ว่าเด็กที่หมกมุ่นทำเกรดให้ดีที่สุดมักลงเอยด้วยทักษะสังคมที่ไม่โต ตอนปีหนึ่งผมเป็นแบบนั้นเป๊ะ คิดว่างานกลุ่มคือที่ที่คนเก่งต้องแบกคนอื่น จนเจองานกลุ่มที่ผมทำส่วนของตัวเองดีมากแต่ไม่มีใครอยากทำกับผมอีกเลย ตอนนั้นถึงเข้าใจว่าการอธิบายให้เพื่อนเห็นภาพเดียวกันมันคือทักษะ ไม่ใช่ภาษีที่คนเก่งต้องจ่ายให้คนไม่เก่ง
-
Permalinkส่วนที่ผมว่าโพสต์แข็งที่สุดคือตรงที่บอกว่า Big Five ไม่มี trait ไหนจับคู่กับความสามารถเชิงเทคนิคเลย อันนี้ถูก แต่พอจะใช้มันเป็นไม้ค้ำว่า soft กับ hard skill ไม่แยกขาดกัน ก็ต้องระวังนิดนึง Big Five วัด disposition ว่าคนอยากใช้เวลายังไง ไม่ได้วัด skill ดังนั้นมันบอกได้แค่ว่า extrovert ไม่ได้แปลว่าเก่งเรื่องคน มันบอกไม่ได้ว่าสองทักษะนี้เสริมกันหรือขัดกัน นั่นเป็นคนละข้ออ้าง ที่ต้องใช้หลักฐานคนละชุด
-
Permalinkโพสต์พูดถึงคนที่ "น่ารัก ฟังเก่ง ทัศนคติบวก" แต่ทำงานพังซ้ำๆ ทำ deadline ไม่ทัน นี่คือคนที่ผมต้องคอย rollback release ให้ทุกสัปดาห์ เขาเข้า sync มาด้วยพลังบวกเต็มเปี่ยมเสมอ ทุกคนชอบเขา แต่ test ที่เขาเขียนยัง flaky อยู่อย่างนั้น สุดท้ายงานกู้ release มันก็ไปลงที่คนที่ไม่ค่อยพูดในห้อง soft skill อย่างเดียวมันกันความน่าอายไม่ได้ตอน app ขึ้น store ไม่ผ่าน
-
Permalinkเห็นด้วยกับสูตรคูณ แต่อยากดันให้ไกลกว่าโพสต์อีกนิด โพสต์เขียนจากมุมวิศวกรที่อยากเสริม soft skill ซึ่งถูกแล้ว แต่ในงาน product สิ่งที่โพสต์เรียกว่า soft skill จริงๆมันคือ hard skill อีกชุดที่ไม่มีใครยอมเรียกแบบนั้น การ scope งานจากลูกค้าที่บอกความต้องการตัวเองไม่ได้ การจัดลำดับ stakeholder ที่ขัดกัน มันมีวิธีคิดเป็นขั้นตอนเหมือน debug ระบบเลย โพสต์พูดถูกตรงที่บอกว่ามันแก้แบบเดียวกับปัญหา hard skill คือตั้งเป้า ตั้งมาตรฐาน หาจุดที่ติด
Related discussions
-
ยิ่งจูงใจให้ engineer ใช้ AI ยิ่งได้ผลย้อนกลับไม่ใช่หรือ?
บริษัทจะทำลายเครื่องมือดีๆเกือบทุกอย่างได้ แค่เอา metric ผิดตัวไปแปะกับมัน ในที่ทำงานสิ่งที่สำคัญจริงๆมีอย่างเดียวคือ incentive จะเป็นเงิน สถานะ หรือการเลื่อนตำแหน่งก็ตาม คนทำงานก็ทำตาม incentive ผมกับคุณก็เหมือนกัน แทบทุกคนทำอะไรเพราะมันได้ประโยชน์กับตัวเองหรือคนที่รัก สุดท้ายในที่ทำงานเราเลยลงเอยด้วยการทำสิ่งที่ทำให้เราได้เลื่อนขั้น ได้เงินมากขึ้น ได้ความมั่นคงในงานมากขึ้น เราไม่ใช่เจ้าของบริษัท เราเป็นลูกจ้าง เราดูแลตัวเองก่อน แบบนั้นก็ไม่ผิดอะไร
-
จริงไหมที่ไม่มีใครเลือก Oracle แล้ว Oracle เองก็โอเคกับเรื่องนั้น?
Oracle คือแมลงสาบของวงการ enterprise tech ทุกคนเกลียดแต่ทุกคนก็ใช้ คนที่ดูแลมันก็เลิกแกล้งทำเป็นว่ามันเท่ตั้งแต่สมัยรัฐบาล Clinton ตัวสินค้าจริงๆคือการขาย ส่วน database เป็นแค่ตัวประกัน
-
AI กำลังทำให้ผู้บริหารบ้าถึงระดับต้องหาหมอจริงไหม?
ตอนนี้มีแฟนตาซีของผู้บริหารระบาดอยู่อย่างหนึ่ง คือ AI จะมาแทนคนทำงานได้ ถึงมันจะแทนบางส่วนได้จริง แต่ผู้บริหารกลับมีจินตนาการว่าตัวเองทำงานของลูกน้องเองได้ด้วย AI ว่าตัวเองเขียน code เป็น แค่เปิด dashboard ที่มี agent ตั้งชื่อเรียงกันเต็มไปหมด มองดู task ขยับข้ามช่องไปมา สั่งขออัปเดตด้วยน้ำเสียงเจ้านาย แล้วก็ได้ feature ตามใจชอบ มันเหมือนฝัน โดยเฉพาะตอนเอาไอเดียใหญ่ๆของตัวเองยัดเข้าไป แล้ว AI บอกว่า...
-
Spotify ชนะสงครามเพลงไปทั้งกระดาน แต่ทำไมยังหาเงินจากมันสักดอลลาร์ไม่ได้?
Spotify ดีจริงนะ แอปทำมาดีมาก ระบบ discovery เป็นงานวิศวกรรมระดับท็อป แล้วมันก็ดึงวงการเพลงที่โดน piracy ปล้นจนเกลี้ยงให้กลับมาเป็นธุรกิจที่จ่ายเงินได้อีกครั้ง ผมเปิดมันวันละสี่สิบรอบ ทั้งหมดนั่นไม่ใช่เรื่องตลก เรื่องตลกคือ product เพลงที่ครองตลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา ยังหาเงินให้ได้แน่ๆสักดอลลาร์ไม่ได้ และทุกคนในนั้นก็ตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการกลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่บริษัทเพลง
-
บริษัท tech ได้ประโยชน์จากพนักงานที่ลาออกไม่ได้จริงหรือ?
ผมวนอยู่ในวงการ tech มานานพอจะเห็นแพทเทิร์นที่หลายคนน่าจะเห็นเหมือนกัน บางทีมนิ่งมาก ส่งงานตรงเวลา ทำตามเป้า process สะอาดเป๊ะ แต่ไม่มีใครฆ่าไอเดียแย่ๆในห้องประชุมสักครั้ง ไม่มีใครพูดว่าอันนี้มันสร้างผิดทาง roadmap มีของอยู่ชิ้นนึง หรือหกชิ้น ที่สามคนแอบคุยกันลับๆว่ามันไปไม่รอด แต่มันก็ลอยผ่าน planning ไปเฉยๆ ไม่มีใครเอ่ยอะไร แถมยิ้มให้ด้วยซ้ำ คุณเห็น lead engineer พยักหน้าให้กับอะไรบางอย่าง...
-
ทำไม management ถึงสั่งให้ทุกคนทำงานแบบ AI-first แต่ตัวเองไม่ใช้ แถมปล่อยให้ทุก process รอบข้างเป็นศัตรูกับมัน?
สิ่งที่เริ่มทำให้หงุดหงิดไม่ใช่การดัน AI เอง tool บางตัวก็มีประโยชน์จริง ตอนนี้ใช้ทุกวันแล้ว ที่หงุดหงิดคือ management สั่งให้ทำงานแบบ AI-first แต่ปล่อยให้ทุก process รอบข้างเป็นศัตรูกับการใช้ AI แบบเต็มที่ คนถูกสั่งให้เอา AI มาใช้ทั้งเขียน code วางแผน research ร่างงาน debug ดึงความรู้ คุมโปรเจกต์ แต่ความรู้เชิงปฏิบัติครึ่งบริษัทก็ยังฝังอยู่ในบทสนทนาที่ไม่มีใครจดและ…
-
ด่า manager ตัวเองออก Slack ต่อหน้าทุกคน มันทำให้คุณเป็นฮีโร่จริง หรือแค่ได้ความเงียบเย็นชากลับมา?
ผมเห็นเรื่องแบบนี้บ่อยจนเริ่มสะอิดสะเอียนเวลาเห็นเด็กใหม่ทำซ้ำอีกราย manager สั่งให้ทำอะไรที่น่ารำคาญ แล้ว engineer สักคน ส่วนใหญ่เป็น junior ก็ออกอาการต่อต้าน บ่นบ้าง แซวบ้าง ยิง slack สักข้อความ เขาด่าความเหลวไหลออกมาตรงๆ แล้วทุกคนที่เห็นก็รู้ทันทีว่าเจ้านายคนนั้นเป็นยังไงในสายตาเขา แต่สุดท้ายเขาไม่ได้กลายเป็นฮีโร่หรือกบฏอย่างที่คิด สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ ความเงียบเย็นชาที่จงใจและระมัดระวัง
-
ทีมที่กินข้าวด้วยกันสู้ด้วยกันจริงไหม — มื้อเที่ยงร่วมกันได้ผลกว่า workshop สร้างวัฒนธรรมแพงๆหรือเปล่า?
กลุ่มที่แข็งแรงไม่ได้แข็งแรงเพราะเห็นพ้องกันในเป้าหมายเพียงอย่างเดียว แต่แข็งแรงเพราะคนหยุดเป็นนามธรรมต่อกัน เริ่มมองกันเป็นคนและเป็นเพื่อน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่การกินข้าวด้วยกันสำคัญกว่าโปรแกรมสร้างวัฒนธรรมองค์กรอย่างเป็นทางการเสียอีก คุณไม่ต้องจัด workshop แพงๆหรือพา outing ไปไหนเพื่อสร้างวัฒนธรรมทีม แค่อยู่ตรงนั้นก็พอ กินข้าวเที่ยงกับทีม ให้พวกเขาได้กินด้วยกัน ดื่มกาแฟด้วยกัน...