Loading…

จริงไหมที่ไม่มีใครเลือก Oracle แล้ว Oracle เองก็โอเคกับเรื่องนั้น?

senior_slacker
สาธารณะ 11 บทสนทนา 21 ความคิด 17 โหวตเห็นด้วย 2 โหวตลง 0 ซีรีส์ 41 การเข้าชม

Oracle คือแมลงสาบของวงการ enterprise tech ทุกคนเกลียดแต่ทุกคนก็ใช้ คนที่ดูแลมันก็เลิกแกล้งทำเป็นว่ามันเท่ตั้งแต่สมัยรัฐบาล Clinton ตัวสินค้าจริงๆคือการขาย ส่วน database เป็นแค่ตัวประกัน

In groups

เนื้อหาการสนทนา

Oracle คือแมลงสาบของวงการ enterprise tech ทุกคนเกลียด ทุกคนก็ใช้ แล้วก็ฆ่าไม่ตาย เพราะของที่มันรันอยู่สำคัญเกินกว่าจะปิดทิ้ง และแพงเกินกว่าจะเปลี่ยน สำหรับบริษัทจำนวนมากเกินไปที่ต่างก็เกลียดตัวเลือกเดิมของตัวเอง อย่างน้อยก็ตัวเลือกเรื่อง database คุณไม่ได้เลือก Oracle เอง คุณรับมันมาเป็นมรดก แบบเดียวกับที่รับหนี้บ้านหรือโรคเรื้อรังมา แล้วก็ใช้เวลาอีกสิบปีต่อจากนั้นคอยอธิบายรายการค่าใช้จ่ายนี้ให้ CFO ที่เอาแต่ถามว่าทำไมค่า database ถึงแพงกว่าค่าตึก

ตัวสินค้าจริงๆไม่ใช่ database ตัวสินค้าคือ audit ที่ไหนสักแห่งในออฟฟิศแถว Redwood Shores มีทีมที่งานทั้งหมดคือการเข้ามาเช็ก compliance แบบเป็นมิตร อีเมลใจดีที่บอกว่าเราเห็นว่าคุณซื้อ license ไว้ 11 core แต่ใน production ใช้อยู่ 40 อยากนั่งคุยกันไหมระหว่างมื้อสเต๊ก พอถึงของหวานก็กลายเป็นใบแจ้งหนี้เจ็ดหลัก database คือตัวประกัน ฝ่ายขายคือจดหมายเรียกค่าไถ่ ที่ยื่นให้กันบนสนามกอล์ฟ โดยผู้ชายใส่เสื้อ quarter-zip ที่ไม่ได้พิมพ์ query ด้วยมือตัวเองมาตั้งแต่สมัย Bush คนที่สอง แล้วก็พิมพ์แค่ตอน onboarding เท่านั้นด้วย เพื่อดูว่าไอ้ของทั้งหมดนี่มันคืออะไร

null
การตัดสินใจอย่างเดียวที่พวกเขาต้องเจอ ทุกวัน

แล้วก็มาถึงสุสาน Oracle ซื้อบริษัทดีๆแบบเดียวกับที่ลานรับซากรถซื้อรถ ไม่ได้ซื้อมาขับ ซื้อมาถอดอะไหล่ Sun เข้าไปทั้งเป็น ออกมาเป็นแค่เชิงอรรถเรื่อง license กับคดีความ Sun เลยนะ บริษัทที่สร้าง Java ตอนนี้เหลือแต่เปลือก กลยุทธ์ทั้งหมดคือซื้อกิจการมาสตัฟฟ์เป็นซาก พวกเขาจะซื้อของที่คนรัก ไล่คนที่ทำให้มันน่ารักออก ขึ้นราคา แล้วก็ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจตรงกันว่าพวกเขาเป็นใคร ไปขึ้นศาลแย่งเครื่องหมายการค้าคำว่า JavaScript คำที่พวกเขาไม่ได้คิดขึ้นมาและของที่พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของ เพราะผู้ก่อตั้งออกเงินเลี้ยงเกาะส่วนตัว และเกาะมันก็มีค่าดูแล

แล้วก็คนที่อยู่ยาว อยู่มา 22 ปี vest เต็มในแพลนทำฟันที่เขาดูแลมันราวกับเป็นการจับตัวประกันแบบกลับด้าน อัปเดต resume ครั้งล่าสุดตอนที่ Friends ยังฉายตอนใหม่อยู่ เขาไม่ได้ภูมิใจที่ทำงานที่นี่ และก็ไม่ได้อายด้วย เขาเจอของที่ดีกว่าความภูมิใจ เขาเจอเงินเดือนที่เข้าทุกวันที่ 1 และวันที่ 15 สม่ำเสมอเหมือนน้ำขึ้นน้ำลง ไม่มีวิศวกรอายุต่ำกว่า 30 คนไหนเคยฝันถึงที่นี่ เขาเองก็เลิกฝันไปช่วงเวลาเดียวกันนั่นแหละ แล้วก็นอนหลับสบายดี

ตัว database ก็โอเค ไม่ได้ดีกว่า open source สักเท่าไหร่ แต่ PostgreSQL เจ๋งสุด แล้วก็ฟรี ทั้งเรื่องราคาและเรื่องคดีความ

Thoughts

  • chan_exit_liquidity

    พาร์ทคนอยู่ยาว 22 ปี vest เต็มในแพลนทำฟันนี่ผมอ่านแล้วอยากหัวเราะกับอยากร้องไห้พร้อมกัน ตอนผมทำ startup ผมจ่าย payroll ไม่ทันสองงวด ขายบริษัทไปได้ตัวเลขที่ผมเรียกได้แค่ว่าเปลี่ยนชีวิต พี่คนนี้เขาไม่เคยต้องลุ้นว่าวันที่ 1 เงินจะเข้าไหม resume อัปเดตล่าสุดตอน Friends ยังฉายตอนใหม่ แล้วเขานอนหลับสบายกว่าผมทุกคืน คนละเกมกันเลย แต่ก็เถียงไม่ลงว่าใครชนะ

    Permalink
  • standing_desk_show

    ภาพผู้ชายใส่ quarter-zip ที่ไม่ได้พิมพ์ query เองมาตั้งแต่สมัย Bush คนที่สอง แล้วยื่นใบแจ้งหนี้เจ็ดหลักให้บนสนามกอล์ฟนี่ คือ job description ที่ชัดที่สุดที่ผมเคยอ่าน เขาไม่ได้ขาย database เขาขายความกลัวของคุณกลับมาให้คุณเป็นรอบบิลรายปี

    Permalink
  • roadmap_jing

    ที่บอกว่าตัวสินค้าคือ audit ไม่ใช่ database นี่ใกล้เคียงกว่าที่คนคิดเยอะ ฝั่ง procurement ผมเคยเจอมากับตัว ดีลมันแยกเป็นชั้นๆแบบนี้

    • ราคา license ตอนแรกถูกจัดให้ดูสมเหตุสมผลตอน sign

    • การนับ core หรือ named user ถูกออกแบบให้คุณเดินข้ามเส้นโดยไม่รู้ตัว

    • พอใช้ไปสามปี true-up กับ audit คือตัวที่ทำกำไรจริง

    มันไม่ใช่บั๊ก มันคือ roadmap ของฝั่งเขา การขายตอนแรกแค่วางตัวประกันให้เข้าที่

    Permalink
  • ni_technic

    ตรงที่ว่า"คุณไม่ได้เลือกแต่รับมาเป็นมรดก"คือแก่นจริงๆที่คนนอกไม่เข้าใจ ระบบที่รัน Oracle อยู่มันมักเป็นตัวที่ปลุกคนผิดคนตอนตีสองอยู่แล้ว ไม่มีใครกล้าแตะ migration เพราะ blast radius มันคือทั้งบริษัท คุณไม่ได้จ่ายค่า database คุณจ่ายค่าที่ไม่มีใครในตึกรู้แล้วว่า schema ตัวไหนผูกกับ revenue path เส้นไหน ตอนเซ็นสัญญารอบแรกคนที่เข้าใจระบบก็ลาออกไปนานแล้ว

    Permalink
  • raksa_amnatseu

    ถามจริงในฐานะคนที่มองยาวๆ มีใครเคยเห็นองค์กรขนาดใหญ่ย้ายออกจาก Oracle ได้จริงโดยไม่เจ็บหนักไหม ที่ผมเห็นมาส่วนใหญ่ไม่ใช่ย้ายไป Postgres แต่ย้ายไปติดกับ cloud อีกเจ้าที่คิดเงินตามการใช้ พอเวลาผ่านไปบิลก็โตจนน่าตกใจพอกัน ตัวประกันเปลี่ยนมือ แต่ค่าไถ่ยังอยู่

    Permalink
  • raksa_amnatseu

    เห็นด้วยกับภาพรวมแต่อยากเติมมุมต้นทุนจริง คนชอบเทียบราคา license ปีต่อปีแล้วบอกว่า PostgreSQL ฟรีเลยคุ้มกว่า แต่ของที่แพงจริงไม่ใช่ค่า license มันคือต้นทุน migration กับความเสี่ยงตอนย้ายระบบที่กินรายได้ การถือ Oracle ไว้คือการจ่ายเบี้ยประกันแพงๆเพื่อไม่ต้องแตะของที่ทำงานอยู่ มันไม่ฉลาดหรอก แต่ในงบมันเป็นต้นทุนที่คำนวณได้ ส่วนการย้ายคือต้นทุนที่ไม่มีใครกล้าใส่ตัวเลข

    Permalink
  • setthakit_feel

    พาร์ทไปขึ้นศาลแย่งเครื่องหมายการค้าคำว่า JavaScript ที่ตัวเองไม่ได้คิดและไม่ได้เป็นเจ้าของนี่คือเลเวลที่ script เขียนเองยังไม่กล้าเขียน 😭 บริษัทที่สร้าง Java เหลือสถานะเป็นเชิงอรรถเรื่องคดีความ มันคือ plot twist ที่โหดกว่าตัวซีรีส์

    Permalink
  • setthakit_feel

    เรียก Oracle ว่าแมลงสาบของวงการ enterprise คือ take ที่ปกติสุดๆแต่จะจุดสงครามในห้องประชุม IT ได้ทั้งบริษัท 🪳 ถูกทุกคำเลยพี่

    Permalink
  • ni_technic

    ส่วนประโยคปิดเรื่อง PostgreSQL ผมเห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข ตัว engine มันถึงระดับ enterprise มานานแล้ว ของที่ Oracle ยังกินขาดคือ tooling รอบๆ เรื่อง partitioning ใหญ่ๆ replication ที่ทีม ops ไม่ต้องประกอบเอง กับ vendor ที่เซ็นรับผิดได้ ถ้าทีมคุณมีคนที่ดูแล Postgres เป็นจริงๆ มันชนะทั้งราคาและคดีความตามที่โพสต์ว่า ถ้าไม่มี คุณก็แค่ย้ายค่า license ไปจ่ายเป็นเงินเดือน DBA แทน ซึ่งบางทีก็คุ้มกว่าอยู่ดี

    Permalink
  • roadmap_jing

    ลองมองมุมที่ใจดีกับ Oracle ที่สุดดู เขาขายความแน่นอนทางสัญญาให้คนที่กลัวการพึ่ง open source ที่ไม่มีใครรับผิดชอบ องค์กรใหญ่หลายที่ยอมจ่ายแพงเพราะอยากมีเบอร์โทรไว้โทรด่าตอนระบบล่ม ตรงนี้พอเข้าใจได้ ที่ผมเถียงคือสิ่งที่เขาขายจริงไม่ใช่ความน่าเชื่อถือทางเทคนิคแล้ว มันคือความน่าเชื่อถือทางกฎหมาย คุณจ่ายเพื่อให้มีคนรับผิดในสัญญา ไม่ใช่เพื่อ query ที่เร็วกว่า

    Permalink

Related discussions

  • ยิ่งจูงใจให้ engineer ใช้ AI ยิ่งได้ผลย้อนกลับไม่ใช่หรือ?

    บริษัทจะทำลายเครื่องมือดีๆเกือบทุกอย่างได้ แค่เอา metric ผิดตัวไปแปะกับมัน ในที่ทำงานสิ่งที่สำคัญจริงๆมีอย่างเดียวคือ incentive จะเป็นเงิน สถานะ หรือการเลื่อนตำแหน่งก็ตาม คนทำงานก็ทำตาม incentive ผมกับคุณก็เหมือนกัน แทบทุกคนทำอะไรเพราะมันได้ประโยชน์กับตัวเองหรือคนที่รัก สุดท้ายในที่ทำงานเราเลยลงเอยด้วยการทำสิ่งที่ทำให้เราได้เลื่อนขั้น ได้เงินมากขึ้น ได้ความมั่นคงในงานมากขึ้น เราไม่ใช่เจ้าของบริษัท เราเป็นลูกจ้าง เราดูแลตัวเองก่อน แบบนั้นก็ไม่ผิดอะไร

  • เส้นแบ่ง hard skill กับ soft skill ทำให้คนแย่ลงทั้งสองอย่างหรือเปล่า?

    Hard skill คือความสามารถหรือความรู้เชิงเทคนิคที่วัดได้ เจาะจง และสอนกันได้ ได้มาจากการเรียน การเทรน หรือประสบการณ์ และมักผูกตรงกับงานหรืออุตสาหกรรมหนึ่งๆ ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม graphic design การทำบัญชี การเต้น การวาดภาพ มันมักเป็นแก่นของอาชีพ โดยเฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ส่วน soft skill ส่วนใหญ่นิยามว่าเป็น “คุณสมบัติส่วนตัว ความสามารถในการเข้ากับคน และนิสัยทำนองนั้นที่จะออกมาตอนคุณมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น....

  • Spotify ชนะสงครามเพลงไปทั้งกระดาน แต่ทำไมยังหาเงินจากมันสักดอลลาร์ไม่ได้?

    Spotify ดีจริงนะ แอปทำมาดีมาก ระบบ discovery เป็นงานวิศวกรรมระดับท็อป แล้วมันก็ดึงวงการเพลงที่โดน piracy ปล้นจนเกลี้ยงให้กลับมาเป็นธุรกิจที่จ่ายเงินได้อีกครั้ง ผมเปิดมันวันละสี่สิบรอบ ทั้งหมดนั่นไม่ใช่เรื่องตลก เรื่องตลกคือ product เพลงที่ครองตลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา ยังหาเงินให้ได้แน่ๆสักดอลลาร์ไม่ได้ และทุกคนในนั้นก็ตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการกลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่บริษัทเพลง

  • AI กำลังทำให้ผู้บริหารบ้าถึงระดับต้องหาหมอจริงไหม?

    ตอนนี้มีแฟนตาซีของผู้บริหารระบาดอยู่อย่างหนึ่ง คือ AI จะมาแทนคนทำงานได้ ถึงมันจะแทนบางส่วนได้จริง แต่ผู้บริหารกลับมีจินตนาการว่าตัวเองทำงานของลูกน้องเองได้ด้วย AI ว่าตัวเองเขียน code เป็น แค่เปิด dashboard ที่มี agent ตั้งชื่อเรียงกันเต็มไปหมด มองดู task ขยับข้ามช่องไปมา สั่งขออัปเดตด้วยน้ำเสียงเจ้านาย แล้วก็ได้ feature ตามใจชอบ มันเหมือนฝัน โดยเฉพาะตอนเอาไอเดียใหญ่ๆของตัวเองยัดเข้าไป แล้ว AI บอกว่า...

  • พอเข้าใจแรงจูงใจในองค์กรจริงๆ เราจะเลิกหงุดหงิดกับงานยุ่งเปล่าๆไหม?

    ในบริษัทคุณมี status deck อยู่ที่ไหนสักที่ที่ไม่มีใครอ่าน อัปเดตทุกสองสามอาทิตย์ เอาขึ้นโชว์ใน meeting แล้วก็ลืม หัวหน้าคุณก็รู้ดี เพราะเคยทำ deck แบบเดียวกันนี้ตอนไต่ขึ้นมา และเข้าใจดีว่าปกติแล้วงานพวกนี้ใส่ความคิดลงไปน้อยแค่ไหน คำอธิบายยอดฮิตของงานยุ่งเปล่าๆในองค์กรคือมีใครสักคนข้างบนสับสนหรือหลุดจากความจริง ฟังแล้วสบายใจ แต่ส่วนใหญ่ผิด สิ่งพวกนี้อยู่รอดมาได้เพราะมันทำงานบางอย่างอยู่ แค่ไม่ใช่งานที่มัน…

  • ทีมที่กินข้าวด้วยกันสู้ด้วยกันจริงไหม — มื้อเที่ยงร่วมกันได้ผลกว่า workshop สร้างวัฒนธรรมแพงๆหรือเปล่า?

    กลุ่มที่แข็งแรงไม่ได้แข็งแรงเพราะเห็นพ้องกันในเป้าหมายเพียงอย่างเดียว แต่แข็งแรงเพราะคนหยุดเป็นนามธรรมต่อกัน เริ่มมองกันเป็นคนและเป็นเพื่อน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่การกินข้าวด้วยกันสำคัญกว่าโปรแกรมสร้างวัฒนธรรมองค์กรอย่างเป็นทางการเสียอีก คุณไม่ต้องจัด workshop แพงๆหรือพา outing ไปไหนเพื่อสร้างวัฒนธรรมทีม แค่อยู่ตรงนั้นก็พอ กินข้าวเที่ยงกับทีม ให้พวกเขาได้กินด้วยกัน ดื่มกาแฟด้วยกัน...

  • ด่า manager ตัวเองออก Slack ต่อหน้าทุกคน มันทำให้คุณเป็นฮีโร่จริง หรือแค่ได้ความเงียบเย็นชากลับมา?

    ผมเห็นเรื่องแบบนี้บ่อยจนเริ่มสะอิดสะเอียนเวลาเห็นเด็กใหม่ทำซ้ำอีกราย manager สั่งให้ทำอะไรที่น่ารำคาญ แล้ว engineer สักคน ส่วนใหญ่เป็น junior ก็ออกอาการต่อต้าน บ่นบ้าง แซวบ้าง ยิง slack สักข้อความ เขาด่าความเหลวไหลออกมาตรงๆ แล้วทุกคนที่เห็นก็รู้ทันทีว่าเจ้านายคนนั้นเป็นยังไงในสายตาเขา แต่สุดท้ายเขาไม่ได้กลายเป็นฮีโร่หรือกบฏอย่างที่คิด สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ ความเงียบเย็นชาที่จงใจและระมัดระวัง

  • พนักงาน Amazon เอา median tenure 18 เดือนมาแปะอกเหมือนเหรียญตรา นี่มันความสำเร็จ หรือแค่ถูกใช้จนหมดสภาพ?

    Amazon คือเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพที่สุดในวงการเทค แล้วพนักงานของมันก็ดันไปตัดสินใจว่าการเป็นเชื้อเพลิงมันเท่ากับการเป็นเครื่องยนต์ Leadership Principles ถูกท่องเหมือนคัมภีร์ในตึกที่ไฟกำลังไหม้ ส่วน median tenure 18 เดือนก็ถูกแปะไว้บนอกเหมือนเหรียญตราที่ได้กลับมาจากการประจำการ