Loading…

ถ้าศรัทธาและเหตุผลคือปีกสองข้างของจิตวิญญาณจริง แล้วทำไมเราถึงถูกสอนว่าศาสนาคริสต์กลัวความรู้?

LordMonroe
สาธารณะ 13 บทสนทนา 19 ความคิด 18 โหวตเห็นด้วย 5 โหวตลง 0 ซีรีส์ 49 การเข้าชม

หนึ่งในภาพจำที่ฝังหัวคนมากที่สุดเกี่ยวกับศาสนาคริสต์คือมันกลัวความรู้ เรื่องเล่ามันคุ้นหู ศาสนาวางอยู่บนศรัทธา วิทยาศาสตร์วางอยู่บนหลักฐาน ฝ่ายหนึ่งตั้งคำถาม อีกฝ่ายกดมันไว้ พระเอกคือคนที่ท้าทายอำนาจทางศาสนา ส่วนศาสนจักรยืนเป็นสถาบันที่พยายามรั้งพวกเขาไว้ มีบางช่วงในประวัติศาสตร์ที่หนุนเรื่องเล่านี้อยู่บ้าง ศาสนจักรเคยทำผิด บางครั้งก็ต้านความคิดใหม่ คดีกาลิเลโอ…

In groups

คิด

คิด

prawat_thongthin

เรื่องเล่าร่วมที่ว่าอารามรักษาความรู้ไม่ผิด แต่พอลงรายละเอียดมันคมกว่านั้น งานคัดลอกไม่ได้เป็นเอกฉันท์ มันขึ้นกับว่าเป็นคณะไหน อารามไหน เจ้าอาวาสองค์ไหน ห้อง scriptorium ของคณะเบเนดิกตินที่เน้นวินัย opus dei กับอารามเล็กๆชายขอบที่แทบไม่มีหนังสือ คนละโลกกั

เรื่องเล่าร่วมที่ว่าอารามรักษาความรู้ไม่ผิด แต่พอลงรายละเอียดมันคมกว่านั้น งานคัดลอกไม่ได้เป็นเอกฉันท์ มันขึ้นกับว่าเป็นคณะไหน อารามไหน เจ้าอาวาสองค์ไหน ห้อง scriptorium ของคณะเบเนดิกตินที่เน้นวินัย opus dei กับอารามเล็กๆชายขอบที่แทบไม่มีหนังสือ คนละโลกกัน

และสิ่งที่รอดมาก็เลือกแล้ว งานคลาสสิกที่ถูกมองว่าใช้สอน rhetoric หรือ logic ได้ ถูกคัดมากกว่างานที่ไม่มีประโยชน์ใช้สอย ภาพ "พระรักความรู้ทุกชิ้นเท่ากัน" สวยไปนิด เอกสารบอกว่ามันคือการเลือกที่มีเกณฑ์

เนื้อหาการสนทนา

หนึ่งในภาพจำที่ฝังหัวคนมากที่สุดเกี่ยวกับศาสนาคริสต์คือมันกลัวความรู้

เรื่องเล่ามันคุ้นหู ศาสนาวางอยู่บนศรัทธา วิทยาศาสตร์วางอยู่บนหลักฐาน ฝ่ายหนึ่งตั้งคำถาม อีกฝ่ายกดมันไว้ พระเอกคือคนที่ท้าทายอำนาจทางศาสนา ส่วนศาสนจักรยืนเป็นสถาบันที่พยายามรั้งพวกเขาไว้ มีบางช่วงในประวัติศาสตร์ที่หนุนเรื่องเล่านี้อยู่บ้าง ศาสนจักรเคยทำผิด บางครั้งก็ต้านความคิดใหม่ คดีกาลิเลโอสมควรมีที่ทางในตำราประวัติศาสตร์และเป็นเรื่องแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว ปัญหาคือเรื่องเล่าภาพใหญ่กลับเล่าประวัติศาสตร์สลับหัวสลับหาง

ถ้าศาสนาคริสต์เป็นปฏิปักษ์กับความรู้โดยพื้นฐานจริง...

...มันก็ทำตัวแปลกประหลาดอย่างยิ่งมาเกือบสองพันปี

ตอนจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลาย ยุโรปเข้าสู่ช่วงแตกกระจายและไร้เสถียรภาพ ห้องสมุดหายไป เมืองทรุดโทรม อำนาจทางการเมืองแตกเป็นเสี่ยง แต่ตลอดหลายศตวรรษนั้น อารามกลับกลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในการรักษาความรู้ที่บันทึกเป็นลายลักษณ์ พระคัดลอกต้นฉบับด้วยมือ รุ่นแล้วรุ่นเล่า พวกท่านรักษาพระคัมภีร์ไว้ แต่ก็รักษางานของนักเขียนนอกศาสนาอย่างอริสโตเติล เวอร์จิล ซิเซโร และอีกมากมายไว้ด้วย

นี่คือหนึ่งในเรื่องย้อนแย้งครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์ความคิด คนยุคใหม่ที่วิจารณ์ศาสนาคริสต์จำนวนมากได้รู้จักโลกยุคโบราณผ่านตำราที่รอดมาได้เพราะสถาบันคริสต์ใช้เวลาหลายศตวรรษเก็บรักษามันไว้

การตัดสินใจนั้นไม่ใช่เรื่องที่จำต้องเป็นไปอย่างนั้น ศาสนจักรจะมองวรรณกรรมก่อนยุคคริสต์เป็นแค่ซากไร้ค่าของอดีตนอกศาสนาก็ได้ หรือมองเป็นอิทธิพลของปีศาจอย่างที่ฮอลลีวูดอยากให้คุณนึกภาพพระเหล่านี้ทำมือกุมอกตกใจ แต่ตรงกันข้าม คริสต์ชนจำนวนมากเชื่อว่าความจริงและปัญญานั้นคุ้มค่าที่จะรักษาไว้ไม่ว่าจะพบมันที่ไหน พระคาทอลิกที่ดีคนหนึ่งจะไม่มีวันทิ้งขว้างความรู้ชิ้นใดเลย ไม่ว่ามันจะอันตรายต่อความเชื่อของตัวเองแค่ไหน พวกท่านจะรักษามันไว้เสมอและพยายามทำความเข้าใจมัน ดึงมันเข้ามาอยู่ในกรอบคิดแบบคริสต์

เมื่อยุโรปค่อยๆมั่นคงขึ้น วัฒนธรรมทางปัญญานี้ก็ขยายตัว โรงเรียนในมหาวิหารและศูนย์กลางทางศาสนาวิวัฒน์ไปเป็นสิ่งใหม่ คือมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยใหญ่ๆแห่งแรกๆของยุโรปไม่ได้ผุดขึ้นมาเพื่อต่อต้านศาสนาคริสต์ แต่ผุดขึ้นจากอารยธรรมคริสต์เอง โบโลญญา ปารีส อ็อกซ์ฟอร์ด และอีกนับไม่ถ้วน เติบโตขึ้นในโลกที่ศาสนจักรหล่อหลอม เทววิทยามักถูกถือว่าเป็นสาขาวิชาสูงสุด แต่สถาบันเหล่านี้ก็สอนกฎหมาย ปรัชญา แพทยศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศิลปศาสตร์ด้วย

มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้สืบสายมาจากการกบฏต่อต้านศาสนาในยุคกลาง มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ศาสนาคริสต์สร้างขึ้นเอง สิ่งที่ทำให้น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกคือสมมติฐานทางเทววิทยาที่ทำงานอยู่เบื้องล่างทั้งหมดนี้

สรรพสิ่งที่ถูกสร้างนั้นมีเหตุมีผล

นักคิดคริสต์เชื่อว่าจักรวาลเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะมันถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าผู้ทรงเป็นเหตุเป็นผล ธรรมชาติเองไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ ดวงอาทิตย์ไม่ใช่เทพเจ้า ฟ้าร้องไม่ใช่เทพเจ้า แม่น้ำไม่ใช่เทพเจ้า สรรพสิ่งที่ถูกสร้างเป็นของจริง มีระเบียบ และคู่ควรแก่การศึกษา เพราะมันสะท้อนความมีเหตุมีผลของพระผู้สร้าง

ความเชื่อมั่นนั้นก่อให้เกิดความมั่นใจชนิดหนึ่ง ถ้าพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมา การศึกษาโลกก็ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อศรัทธา แต่เป็นวิธีหนึ่งในการเข้าใจฝีพระหัตถ์ของพระองค์

นี่ช่วยอธิบายว่าทำไมบุคคลสำคัญทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากจึงไม่ได้มองว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับศาสนา โคเปอร์นิคัสผู้พลิกโฉมดาราศาสตร์เป็นบาทหลวงประจำอาสนวิหาร เกรกอร์ เมนเดล ผู้วางรากฐานพันธุศาสตร์เป็นนักพรตคณะออกัสติเนียน ฌอร์ฌ เลอแม็ทร์ บาทหลวงผู้เสนอทฤษฎีที่ภายหลังกลายเป็นบิ๊กแบงเป็นคนแรก ไม่เห็นว่าศรัทธากับวิทยาศาสตร์ของตนขัดแย้งกันเลย แม้แต่ไอแซก นิวตันก็ทุ่มเทพลังมหาศาลให้กับคำถามทางเทววิทยาควบคู่ไปกับงานวิทยาศาสตร์

คนเหล่านี้ไม่ได้มองการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เป็นทางหนีจากศาสนาคริสต์ พวกเขามักเข้าใจมันเป็นส่วนหนึ่งของกระแสเรียกที่จะเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง นิวตันเองทุ่มงานราวครึ่งหนึ่งของทั้งหมดให้กับเทววิทยา และความสนใจในฟิสิกส์ของเขาก็เป็นเพียงหนทางเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างให้ดีขึ้น

ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาคริสต์กับความรู้จะกลมเกลียวกันมาตลอด สถาบันที่มนุษย์สร้างขึ้นแทบไม่เคยเป็นแบบนั้น และสถาบันที่อายุ 2000 ปี และมีศาสนิกมาถึงตอนนี้เกือบ ~2.6 พันล้านคน ก็ยิ่งไม่เคยเป็น ศาสนจักรบางทีก็ปกป้องความคิดที่เลว ต้านการแก้ไข หรือปล่อยให้อำนาจกลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าความจริง คริสต์ชนเองก็ขี้เกียจทางความคิดและยึดติดในหลักการได้เต็มที่ ประวัติศาสตร์ให้ตัวอย่างเรื่องนั้นไว้เพียบเช่นกัน

สิ่งที่บันทึกทางประวัติศาสตร์ไม่ได้หนุนคือความคิดที่ว่าศาสนาคริสต์เป็นปฏิปักษ์กับการค้นคว้าโดยธรรมชาติ

อารยธรรมที่รักษาหนังสือไว้ตลอดหลายศตวรรษแห่งความไร้เสถียรภาพ สร้างมหาวิทยาลัย ถกปรัชญา พัฒนาระบบวิชาการ และส่งเสริมการศึกษาธรรมชาติ ไม่ได้ดูเหมือนอารยธรรมที่กลัวความรู้ มันดูเหมือนอารยธรรมที่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วความจริงเป็นของพระเจ้า จึงไม่มีอะไรต้องกลัวจากการค้นคว้าอย่างซื่อตรง

เรื่องย้อนแย้งคือทุกวันนี้คนจำนวนมากปฏิบัติต่อวิทยาศาสตร์กับศาสนาคริสต์ราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตโดยธรรมชาติ ทั้งที่สถาบัน สมมติฐาน และนิสัยบางอย่างที่ช่วยให้วิทยาศาสตร์เบ่งบาน ล้วนผุดขึ้นจากชีวิตทางปัญญาแบบคริสต์เอง

  1. นับรวมทุกนิกาย

Thoughts

  • ork_chak_sattha

    อ่านแล้วนึกถึงตอนอยู่กลุ่มเยาวชนอีแวนเจลิคัล ตรงนั้นเรื่องเล่ามันกลับด้านกับในโพสต์เป๊ะ ผู้ใหญ่ในโบสถ์ที่ฉันโตมาด้วยจะเล่าว่ามหาวิทยาลัยกับวิทยาศาสตร์คือที่ที่ "โลก" จะมาสั่นศรัทธาเรา ระวังให้ดี

    พอมาเจอประวัติศาสตร์แบบที่โพสต์เล่า ว่าสถาบันพวกนี้โตมาจากในศาสนาเอง มันแปลกๆ คนละกลุ่มคริสต์เล่าเรื่องตัวเองคนละเรื่องเลย คาทอลิกยุคกลางที่สร้างมหาวิทยาลัย กับโปรแตสแตนต์สายที่ฉันโตมาที่กลัวมหาวิทยาลัย ถูกเหมารวมเป็น "ศาสนาคริสต์" ก้อนเดียวในเธรดทุกที

    Permalink
  • thomist_khwamkhit

    ภาพรวมที่โพสต์วางไว้ถูกต้องในเชิงประวัติศาสตร์ แต่อยากเติมเส้นแบ่งที่หายไปบ่อยในเธรดแบบนี้ ตอนคนพูดว่า "ศาสนจักรทำผิด" สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเกือบทุกครั้งคือผิดในระดับวินัยปกครองหรือการตัดสินของบุคคล ไม่ใช่ระดับหลักคำสอน คดีกาลิเลโอเป็นตัวอย่างที่ดี มันคือคณะกรรมการที่ตัดสินพลาดในบริบทการเมืองยุคนั้น ไม่ใช่ศาสนจักรประกาศว่าโลกเป็นศูนย์กลางเป็นข้อความเชื่อที่ต้องยึดถือ ความต่างตรงนี้ฟังดูจุกจิกแต่มันคือทั้งหมดของเรื่อง

    Permalink
  • prachya_hophak

    นั่งอ่านยาวเลย คือเข้าใจว่าโพสต์อยากบอกว่าเรื่องเล่า "ศาสนาปะทะวิทยาศาสตร์" มันตื้นไป ซึ่งโอเค เห็นด้วย

    แต่สงสัยจริงๆว่าแล้วเรื่องเล่านี้มันเกิดมาได้ยังไงตั้งแต่แรก ถ้าประวัติศาสตร์มันชัดขนาดนี้ว่าศาสนจักรหนุนการเรียนรู้มาตลอด ทำไมภาพ "พระกลัวความรู้" ถึงฝังหัวคนทั้งโลกได้ มันต้องมีอะไรในศตวรรษหลังๆที่ปั้นภาพนี้ขึ้นมาแน่ๆ ใครพอเล่าตรงนี้ได้บ้าง

    Permalink
  • prawat_thongthin

    เรื่องเล่าร่วมที่ว่าอารามรักษาความรู้ไม่ผิด แต่พอลงรายละเอียดมันคมกว่านั้น งานคัดลอกไม่ได้เป็นเอกฉันท์ มันขึ้นกับว่าเป็นคณะไหน อารามไหน เจ้าอาวาสองค์ไหน ห้อง scriptorium ของคณะเบเนดิกตินที่เน้นวินัย opus dei กับอารามเล็กๆชายขอบที่แทบไม่มีหนังสือ คนละโลกกัน

    และสิ่งที่รอดมาก็เลือกแล้ว งานคลาสสิกที่ถูกมองว่าใช้สอน rhetoric หรือ logic ได้ ถูกคัดมากกว่างานที่ไม่มีประโยชน์ใช้สอย ภาพ "พระรักความรู้ทุกชิ้นเท่ากัน" สวยไปนิด เอกสารบอกว่ามันคือการเลือกที่มีเกณฑ์

    Permalink
  • man_mai_ru

    จุดที่โพสต์ทำได้ดีคือแยก "สถาบันที่อายุสองพันปีเคยใช้อำนาจในทางที่ผิด" ออกจาก "ศาสนานี้กลัวความรู้โดยธรรมชาติ" สองอันนี้คนละข้ออ้างกัน และเรื่องเล่าสงครามชอบยุบมันให้เป็นอันเดียว

    ผมเป็น secular และไม่เชื่อว่าศีลธรรมหรือความรู้ต้องอิงคำสั่งจากเบื้องบน แต่การยืนยันแบบนั้นไม่ต้องแลกมาด้วยการเขียนประวัติศาสตร์ผิด ถ้าต้องโกหกเรื่องที่อารามทำเพื่อให้ฝั่ง secular ดูดี แปลว่าข้อโต้แย้งฝั่ง secular ไม่แข็งแรงพอตั้งแต่แรก เวอร์ชันที่แข็งแรงที่สุดของฝ่ายตรงข้ามคืออันที่ควรตอบ

    Permalink
  • mit_okkham

    เห็นด้วยกับฝั่งประวัติศาสตร์ทั้งหมด อารามคัดลอกต้นฉบับจริง มหาวิทยาลัยโตจากโรงเรียนมหาวิหารจริง ตรงนี้ไม่มีอะไรต้องเถียง

    แต่โพสต์ขยับจาก "คริสต์ชนทำวิทยาศาสตร์" ไปเป็น "เทววิทยาคริสต์เป็นเงื่อนไขที่ทำให้วิทยาศาสตร์เกิดได้" แบบเงียบๆ อันแรกคือข้อเท็จจริง อันหลังคือข้ออ้างเชิงสาเหตุที่หนักกว่ามาก ในยุคที่คนยุโรปแทบทุกคนเป็นคริสต์ การที่นักวิทยาศาสตร์เป็นคริสต์ด้วยมันบอก base rate ไม่ได้บอกสาเหตุ ถ้าจะอ้างว่าเป็นสาเหตุ ต้องโชว์ว่าสมมติฐาน "จักรวาลเข้าใจได้เพราะพระเจ้าสร้างอย่างมีเหตุผล" ขาดไม่ได้จริง ไม่ใช่แค่เข้ากันได้

    Permalink

Related discussions

  • therapy ก็แค่การแก้บาปที่ชำรุดไม่ใช่หรือ?

    หนึ่งในเรื่องที่ตลกที่สุดของวัฒนธรรมโลกีย์สมัยใหม่ คือการได้เห็นคนค่อยๆประดิษฐ์ศาสนาคริสต์ขึ้นมาใหม่ทีละชิ้น ทั้งที่วางท่าว่าตัวเองเหนือกว่าทางปัญญาอยู่ตลอดเวลา คนเลิกแก้บาปแล้วหันไปจ่ายชั่วโมงละ 240 ดอลลาร์บวกภาษี ให้คนนั่งฟังตัวเองพรรณนาความรู้สึกผิดในห้องแสงนวลๆ เลิกพูดเรื่องบาปแล้วเปลี่ยนไปเรียกว่า "trauma ที่ยังไม่ได้ประมวลผล" เลิกพูดเรื่องการกลับใจแล้วเปลี่ยนไปเรียกว่า "doing the work" เลิกการพิจารณามโนธรรมแล้วเปลี่ยนไปเป็น journaling…

  • คริสต์ชนทุกคนก็คือคริสต์ชน แล้วจะตั้งด่านวัดความเป็นพวกกันไปทำไม?

    วันนี้ผมนึกขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง หลายศตวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในโลกที่พูดภาษาอังกฤษ ชาวคาทอลิกมักถูกวาดภาพว่างมงาย ต่อต้านปัญญา เป็นปฏิปักษ์กับเสรีภาพ และเชื่อฟังอำนาจอย่างมืดบอด ส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริง อีกส่วนมาจากการโต้แย้งทางศาสนาของฝ่ายโปรเตสแตนต์ที่สั่งสมมานานหลายร้อยปี และจากสิ่งที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า Black Legend ไม่ว่าทางไหน ภาพนั้นก็ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตกไปแล้ว

  • การเป็น atheist ทำให้คุณมีเหตุผลขึ้นจริงหรือ หรือแค่สร้างความว่างเปล่าน่ากลัวที่คุณจะเอาของผิดๆมาเติม?

    หนึ่งในกับดักที่ atheist หลายคนตกบ่อยๆคือการเอาความไม่เชื่อไปสับสนกับความกระจ่าง คิดเอาเองว่าศาสนาคือส่วนที่ไร้เหตุผล ดังนั้นพอเอาศาสนาออกไปก็น่าจะเหลือมนุษย์ที่สะอาดและมีเหตุผลมากขึ้น แต่มนุษย์ไม่ได้ทำงานแบบนั้น มนุษย์ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อ ด้วยอารมณ์... เราไม่ได้เลิกอยากได้พิธีกรรม ความบริสุทธิ์ เผ่าทางศีลธรรม ความรู้สึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือความหมายที่อยู่เหนือตัวเรา เพียงเพราะเราเลิกใช้ภาษาทางศาสนากับความปรารถนาเหล่านั้น

  • ไม่ใช่ศาสนจักรที่ทำให้รัฐเสื่อม แต่รัฐต่างหากที่ทำให้ศาสนจักรเสื่อม — จริงไหม?

    ศาสนจักรของคอนสแตนตินกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของจักรวรรดิภายในชั่วอายุคนเดียว บิชอปของฟรังโกกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการขโมยเด็ก พระสังฆราชคิริลล์อวยพรให้สงคราม คำถามไม่ใช่ว่าคุณจะได้อิทธิพลทางการเมืองหรือไม่ คำถามคือสิ่งที่คุณเริ่มต้นไว้จะเหลืออะไรเมื่อคนที่ต้องการอิทธิพลนั้นใช้มันจนหมดแล้ว

  • ในฐานะคาทอลิกคนหนึ่ง ผมถามว่าข้อโต้แย้งต้านการทำแท้งแบบคาทอลิกมันชัดเจนจริงอย่างที่ดูเหมือนไหม?

    ผมเข้าใจว่าทำไมพระศาสนจักรจึงพูดเรื่องการทำแท้งในเชิงสมบูรณ์เด็ดขาด พอเชื่อว่าชีวิตมนุษย์เริ่มขึ้นตั้งแต่ปฏิสนธิในเชิงศีลธรรมที่ชี้ขาด ข้อสรุปก็ดูชัดเจนไปเอง แต่สิ่งที่สะดุดใจผมเวลาอ่านทั้งพระคัมภีร์และความจริงทางชีววิทยาของมนุษย์ คือความแน่ใจนั้นวิ่งเข้าชนความซับซ้อนที่วาทศิลป์แบบนี้ไม่รู้จะรับมือยังไงเร็วแค่ไหน

  • Simulation theory ต่างจากเทวนิยมตรงไหน หรือแค่เพิ่มขั้นตอนเข้าไป?

    หนึ่งในความเคลื่อนไหวทางความคิดที่ขำที่สุดในรอบสิบปีคือการได้เห็นพวกที่ประกาศตัวเป็น secular แบบสุดโต่งคิดค้นศาสนาขึ้นมาใหม่โดยใช้ศัพท์คอมพิวเตอร์ แล้วก็ทำเหมือนว่าแบบนี้มันทำให้ไอเดียดูมีเหตุผลขึ้น Simulation theory คือตัวอย่างที่ชัดที่สุด แนวคิดพื้นฐานคงคุ้นกันดีแล้ว แต่ผมขอสรุปไว้ตรงนี้ จักรวาลของเราอาจเป็น simulation ที่ถูกสร้างขึ้นโดยปัญญาที่ล้ำหน้ากว่ามาก ความจริงน่าจะถูกเขียนโปรแกรมเอาไว้ จิตสำนึกอาจดำรงอยู่ภายในระบบที่ถูกออกแบบ กฎของ…

  • ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีสิทธิ์อ้างว่าเป็นเจ้าของพระศาสนจักรจริงหรือ?

    ผมเบื่อที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของพระศาสนจักร เปล่าเลย พระศาสนจักรเก่าแก่กว่าฝ่ายขวาทางการเมือง เก่ากว่าความคิดถึงอดีตแบบ trad เก่ากว่าสงครามวัฒนธรรมแบบอเมริกัน และเก่ากว่ากลุ่มที่พยายามเอาสัญชาตญาณของตัวเองมาทำให้กลายเป็นหลักความเชื่อที่ถูกต้อง ถ้ามองประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาจริงๆแทนที่จะยึดติดกับภาพถ่ายช่วงหนึ่งที่ตัวเองชอบ หลักฐานมันชี้ไปอีกทาง

  • Nietzsche แค่ทำให้การทำลายดูฉลาดกว่าที่มันเป็น เขาห่วยแตกจริงไหม?

    การพูดให้ดูฉลาดด้วยการชี้รอยร้าวนั้นง่าย ที่ยากกว่ามากคือการหาที่ทางที่ดีกว่าให้คนได้อยู่ วัฒนธรรมสมัยใหม่เอาการทุบทำลายไปปนกับความลึกซึ้งอยู่เรื่อย และ Nietzsche ก็มีส่วนทำให้ความสับสนนั้นดูเท่ขึ้น