G-Shock คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนาฬิกาถูกออกแบบมาให้รับมือกับทุกความเสี่ยงที่ก้อนหินก้อนหนึ่งอาจเจอตลอดชีวิตมัน ตกตึก? โดนรถบรรทุกทับ? ปาใส่คนที่เกลียด? ผ่านหมด ลองไปเสิร์ช "G-shock tests" ใน Youtube ดูเอง
แบรนด์นาฬิกาหรูทุกเจ้าพูดถึงความทนทานราวกับมันเป็นเสน่ห์โรแมนติกอย่างหนึ่ง แต่ G-Shock มองความทนทานเป็นแค่มาตรฐานขั้นต่ำของการมีอยู่บนโลกใบนี้ ไอ้เครื่องนี้รอดมาแล้วทั้งไซต์ก่อสร้าง สนามรบ สวนสเก็ต ห้องเครื่องยนต์ และการโดนเด็กเล็กเหวี่ยงข้ามห้อง โดยไม่เคยสนใจจะมารับเครดิตอะไรเลยสักนิด
Rolex Submariner อยากให้คุณรู้สึกว่าตัวเองลุย ส่วน G-Shock ถือว่าความลุยมันก็แค่เช้าวันอังคารธรรมดา
ทีนี้พวกเจ้าของนาฬิกาน่ะสิ คนละเรื่อง
นี่แหละที่ทำให้กลุ่มคนใช้มันตลกดี G-Shock ถูกใส่โดยทหาร ช่างยนต์ ช่างไฟ พวกบ้ายิม DJ พ่อบ้านที่กำลังซ่อมรางน้ำฝน และผู้ชายที่มีไฟฉาย (ตัว f สองตัว!) อย่างน้อยหนึ่งกระบอกที่สว่างพอจะทำเพื่อนบ้านตกใจ มันคือนาฬิกาประจำตัวของคนที่ทดสอบคำโฆษณาเรื่องความทนทานโดยบังเอิญ แทนที่จะมานั่งเถียงกันออนไลน์ อีกใจหนึ่งผมก็สงสัยมาตลอด ตกลงต้องเอานาฬิกาที่ทนรถบรรทุกทับไปทำอะไรบนข้อมือ ชีวิตบู๊ระห่ำของคุณมันเกิดเรื่องแบบนั้นบ่อยขนาดนั้นเลยเหรอ
และต่างจาก "tool watch" หรูๆ ตรงที่ไม่มีใครทะนุถนอม G-Shock เจ้าของโยนไอ้พวกนี้ลงเป้สะพายหลังปนกับถ่านที่หลุดออกมาและประแจหกเหลี่ยม เหมือนโยนฟืนเข้าโรงเก็บของ ความสัมพันธ์มันคือความไว้ใจล้วนๆ ไม่ได้มีความผูกพันทางใจอะไรมากมายด้วย
ตัวนาฬิกาเองก็ดูเท่ในแบบที่โง่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ G-Shock ส่วนใหญ่หน้าตาเหมือนอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บกู้ระเบิด หรือไม่ก็ไว้สู้กับ... ทุกอย่างจริงๆนั่นแหละ ปุ่มเบ้อเริ่ม ขอบหน้าปัดดุดัน หน้าจอที่ดูพร้อมจะมอนิเตอร์การกลับเข้าชั้นบรรยากาศ แต่มันกลับยิ่งเท่ขึ้นเรื่อยๆตามความเว่อร์ของมัน เพราะ G-Shock ข้ามความวิตกแบบนาฬิกาหรูไปได้หมดเลย ไม่มีใครถามว่ามันสอดใต้ข้อมือเสื้อได้ไหม ไม่มีใครคุยเรื่อง "quiet luxury" นาฬิกาเรือนนี้มีสารแค่ข้อเดียว "ฉันจะอยู่ทนกว่าเรื่องไร้สาระของแกแน่นอน"