Loading…

สิ่งที่ทำให้บริษัทชนะคือนวัตกรรมจริงหรือ หรือแค่ execute ได้ดีกว่าคนอื่นในตลาดที่มีอยู่แล้ว?

OracleOfDelphi
สาธารณะ 13 บทสนทนา 21 ความคิด 11 โหวตเห็นด้วย 6 โหวตลง 0 ซีรีส์ 36 การเข้าชม

อยู่ในวงการ tech มานานพอ สิ่งหนึ่งที่เริ่มดูปลอมๆคือการหมกมุ่นกับคำว่า “disruption” แล้วเอามาอธิบายความสำเร็จของทุกบริษัท ทั้งที่บริษัทที่ชนะมันแค่ execute ได้ดีกว่าคนอื่นในตลาดที่มีอยู่แล้ว Facebook ไม่ได้เป็น breakthrough เชิงความคิดที่เป็นไปไม่ได้อะไรเลย social networking มันมีอยู่ก่อนแล้ว MySpace ก็มี Friendster ก็มี แล้วฟีเจอร์ส่วนใหญ่ที่ Facebook มีก็อยู่ในสองตัวนี้หมดแล้ว คนเข้าใจหมวดสินค้านี้กันได้ทันทีอยู่แล้ว…

In groups

เนื้อหาการสนทนา

อยู่ในวงการ tech มานานพอ สิ่งหนึ่งที่เริ่มดูปลอมๆคือการหมกมุ่นกับคำว่า “disruption” แล้วเอามาอธิบายความสำเร็จของทุกบริษัท ทั้งที่บริษัทที่ชนะมันแค่ execute ได้ดีกว่าคนอื่นในตลาดที่มีอยู่แล้ว

Facebook ไม่ได้เป็น breakthrough เชิงความคิดที่เป็นไปไม่ได้อะไรเลย social networking มันมีอยู่ก่อนแล้ว MySpace ก็มี Friendster ก็มี แล้วฟีเจอร์ส่วนใหญ่ที่ Facebook มีก็อยู่ในสองตัวนี้หมดแล้ว คนเข้าใจหมวดสินค้านี้กันได้ทันทีอยู่แล้ว Facebook แค่ execute ตัวโปรดักต์ ระบบ identity โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกการโตได้ดีกว่าในจังหวะที่ใช่ มันสร้างความรู้สึกว่าเป็นของพิเศษเข้าได้เฉพาะกลุ่ม เว็บก็ใช้ง่ายเรียบง่าย มันไม่ได้คิดอะไรใหม่ แต่จับจุดเจ็บได้ถูกแล้วแซงคู่แข่งทุกเจ้า

Instagram ก็เหมือนกัน การแชร์รูปไม่ใช่ของใหม่ filter ก็ไม่ใช่ของใหม่ การโพสต์รูปขึ้นออนไลน์ยิ่งไม่ใช่ของใหม่เข้าไปใหญ่ Instagram แค่เอา friction ออกแล้ว execute พฤติกรรมบนมือถือได้ดีกว่าทุกเจ้าที่วนเวียนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

Google ก็ไม่ใช่ search engine เจ้าแรก Altavista ก็ยังไม่ใช่ จำ Yahoo ได้ไหม นั่นแหละคือ Google ของช่วงต้นยุค 2000 YouTube ก็ไม่ใช่แพลตฟอร์มวิดีโอเจ้าแรกเหมือนกัน ที่ตลกคือ YouTube ตอนเริ่มไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอด้วยซ้ำ แต่เป็นเว็บหาคู่ (vision ระยะยาวกับ business plan ของคุณก็ปลิวไปเลย) Palantir ก็ไม่ได้ “คิดค้น” การวิเคราะห์ข้อมูลระดับองค์กรขึ้นมา สิ่งที่เขาทำส่วนใหญ่ใกล้เคียงกับ “ถ้า IBM มันส่งของที่คนเอาไปใช้งานจริงได้สักทีจะเป็นยังไง” มากกว่า Tesla ก็ไม่ใช่บริษัทรถเจ้าแรก ไม่ใช่รถไฟฟ้าเจ้าแรก แล้วก็ไม่ใช่เจ้าแรกที่เล็งทำรถขับเองด้วย (เจ้าแรกคือ General Motors ตั้งแต่ปี 1939) vision กับการวางแผนระยะยาวของคุณก็ปลิวไปอีก เป็น GM ซะด้วยนะ…

อ้อ นี่ไม่ได้จะด่านะ

การ execute คือเกมทั้งหมดบ่อยกว่าที่ผู้บริหารยอมรับกันเยอะ แต่การ execute มันโรแมนติกน้อยกว่าการคิดค้นของใหม่ วงการเลยคอยเขียนเรื่องความสำเร็จเชิงปฏิบัติการให้กลายเป็นตำนานทีหลังตลอด ไม่มีใครเขาทำหนังเล่าเรื่องงานวันต่อวันหรอก คนอยากได้ vision อยากได้เรื่องเล่า ผู้คิดค้นที่มองเห็นว่าอนาคตจะเป็นยังไงแล้วทำให้มันเกิดขึ้นจริง แล้วอีกอย่าง ถ้า vision กับการวางแผนระยะยาวมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น อยู่ๆคนที่ลงมือทำงานจริง (วิศวกร เมเนเจอร์ ผู้อำนวยการ…) ก็จะถูกให้ค่ามากขึ้นทันที

เพราะคำว่า “เรามีวินัยเชิงองค์กรที่ดีกว่า จังหวะดีกว่า scale โครงสร้างพื้นฐานได้ดีกว่า ตัดสินใจเรื่องโปรดักต์ได้ดีกว่า และมีข้อจำกัดที่ตัวเองสร้างขึ้นน้อยกว่า” มันฟังไม่เป็นข่าว มันฟังเหมือน management consulting ที่ตลกคือพวกวิศวกรมักจะเข้าใจเรื่องนี้ก่อนนักลงทุนหรือคนสายสื่อ

ถ้าคุณเคยทำงานในองค์กรใหญ่นานพอ คุณจะรู้ว่าตลาดส่วนใหญ่มันถูกปล่อยทิ้งให้ไม่มีใครดูแลดีๆ ไม่ใช่เพราะไม่มีใครคิดไอเดียออก แต่เพราะเจ้าตลาดเดิมมันอุ้ยอ้าย กระจัดกระจาย การเมืองภายในเยอะ หรือไม่ก็วอกแวกเกินกว่าจะ execute ได้เป็นเรื่องเป็นราว โอกาสของ startup จำนวนน่าตกใจคือแค่ “เจ้าที่ให้บริการอยู่ตอนนี้มันช้าแล้วก็น่ารำคาญ” แค่นั้นเลย ไม่ใช่วิทยาศาสตร์พลิกโลก ไม่ใช่การเปลี่ยน paradigm แค่ช่องว่างของการ execute ที่ใหญ่พอจะขับรถบรรทุกลอดได้ Google เป็นคนคิดไอเดีย transformer ขึ้นมาเองด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็เกือบพลาดขบวน AI ไปอยู่ดี

ตำนานพวกนี้ยังอยู่เพราะวัฒนธรรม Silicon Valley ชอบเรื่องเล่าแบบ founder เป็นศาสดามากกว่าเรื่อง founder เป็นคนลงมือทำ แบบหลังมันฟังดู… โรแมนติกน้อยกว่า ทั้งที่มันใกล้ความจริงมากกว่าในบริษัทที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ ขนาด Peter Thiel ยังเขียนหนังสือชมตัวเอง (Zero to One) พูดเรื่อง disruption ทั้งที่ผลงานของเขาตอนนั้นก็แค่เจ้ารับชำระเงินอีกเจ้าหนึ่ง ราวกับว่า Visa Mastercard กับเจ้าอื่นๆไม่เคยมีอยู่ ผมว่าเรื่องนี้มันบิดเบือนวิธีที่คนเข้าใจตลาด คนเริ่มไปไล่ล่าหาไอเดียในพื้นที่ที่ไม่มีใครแตะ แทนที่จะมองระบบที่มีอยู่แล้วซึ่งคนบ่นกันอยู่ทุกวัน คนคิดว่าความสำเร็จต้องไปสร้าง demand ขึ้นมาใหม่ ทั้งที่จริงบริษัทระดับพันล้านจำนวนมากมาจากการสังเกตเห็นว่า demand ที่มีอยู่แล้วมันถูกตอบสนองได้ห่วย

คุณไม่จำเป็นต้องชนะด้วยการสร้างของที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน หลายครั้งคุณชนะเพราะเจ้าเดิมในตลาดมันเริ่มชะล่าใจ ซับซ้อนเกินไป ช้า หรือเชิงองค์กรแล้วไม่มีปัญญาทำของที่ตัวเองถืออยู่ให้ดีขึ้น

Thoughts

  • ni_technic

    เห็นด้วยเกือบหมด แต่ขอเติมว่าgapของการexecuteที่คุณพูดถึงมันไม่ได้อยู่ที่productอย่างเดียว มันอยู่ที่ใครยอมรับความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการ ผมเคยอยู่ทีมที่idea deckสวยมาก แต่พอถึงตา migrationจริงไม่มีใครอยากเป็นเจ้าของ on-call ตอนของพัง สุดท้ายเจ้าตลาดเดิมที่อุ้ยอ้ายของคุณมันไม่ได้แพ้เพราะคิดไม่ออก มันแพ้เพราะไม่มีใครในนั้นยอมรับ blast radius ของการเปลี่ยน

    Permalink
  • chan_exit_liquidity

    เอาจริงผมว่าโพสต์นี้สบายใจเกินไปที่จะลดทุกอย่างเหลือ execute ผมเคย execute ดีกว่าคู่แข่งทุกมิติ deploy เร็วกว่า ของเสถียรกว่า support ดีกว่า แล้วก็ยังเจ๊ง เพราะอ่านตลาดผิดว่าคนยังไม่พร้อมจ่าย การอ่านว่า demand ที่มีอยู่จริงมันพร้อมแค่ไหน อันนั้นไม่ใช่ execution มันคือการเดิมพันที่คุณเรียกว่าโชคตอนแพ้และเรียกว่า vision ตอนชนะ

    Permalink
  • ngan_thi_son

    เห็นด้วยกับแกนหลักนะ แต่ตัวอย่าง Instagram ที่บอกว่าแค่เอา friction ออก มันลดทอนงานเกินไปหน่อย การเอา friction ออกบน mobile ปี 2010 มันคืองาน frontend และ UX ที่โหดมาก ไม่ใช่ของฟรีที่ใครก็ทำได้ เวลาเราพูดว่า แค่ execute ดีกว่า เราชอบทำให้ส่วนที่ยากที่สุดของการ execute หายไปจากประโยค ซึ่งก็เป็นการสร้างตำนานอีกแบบ แค่ย้ายมาให้เครดิตคำว่า execute แทน vision เฉยๆ

    Permalink
  • ni_technic

    ขอ nitpick เรื่อง Google กับ transformer หน่อย ที่บอกว่าเกือบพลาดขบวน AI มันยิ่งพิสูจน์ประเด็นโพสต์ด้วยซ้ำ Google คิด transformer ออกก่อนใครก็จริง นั่นคือ vision ระดับสุดยอดเลย แต่ไม่มีโครงสร้างองค์กรที่ยอม ship มันออกไปเป็นโปรดักต์เร็วๆ vision ที่ดีที่สุดในโลกแพ้ให้กับคนที่ execute การปล่อยของได้ก่อน เคสนี้ควรเอาขึ้นพาดหัวเลยมากกว่าตัวอย่าง Facebook ด้วยซ้ำ

    Permalink
  • sapda_release

    ท่อนที่บอกว่าโอกาส startup ส่วนใหญ่คือ เจ้าเดิมมันช้าและน่ารำคาญ นี่คือเรื่องจริงจนเจ็บ ของเดิมที่ทีมผมไปแย่งตลาดมา มันแพ้เพราะ release ใหม่ทีนึงใช้เวลาหกเดือนและพังครึ่งนึง เราไม่ได้คิดอะไรฉลาดกว่าเลย เราแค่ deploy ได้ทุกสัปดาห์โดยไม่ทำลูกค้าล้ม disruption ของจริงคือ pipeline ที่ไม่พังบ่อยเท่าคู่แข่ง ไม่มีใครเขียนข่าวให้หรอก

    Permalink
  • chan_exit_liquidity

    โพสต์นี้เขียนโดยคนที่ไม่เคยต้องหาเงินจ่าย payroll วันศุกร์ชัดเจน execute ได้ดีกว่าฟังเพราะดีตอนนั่งดูจากข้างนอก ลองมาเป็นคนที่ตัดสินใจตอนburn rateเหลือเงินอีกสี่เดือนสิ Facebook execute ดีกว่าก็จริง แต่การตัดสินใจว่าจะ execute อันไหนก่อนตอนที่ทุกอย่างมันมืดไปหมด นั่นแหละคือ vision ที่คุณกำลังหัวเราะใส่ ผม exit มาแล้วด้วยตัวเลขที่เปลี่ยนชีวิต ผมบอกได้ว่าจังหวะที่ใช่มันไม่ได้เดินมาหาคนที่แค่ขยันทำของให้เนี้ยบ

    Permalink
  • setthakit_feel

    สรุปคือ disruption คือคำที่ใช้เรียกตอนคุณชนะ ส่วนตอนคู่แข่งชนะมันเรียกว่า เขาแค่ขยันกว่า 😅

    Permalink
  • roadmap_jing

    เห็นด้วย แล้วอยากเสริมว่าทำไมตำนาน vision มันถึงไม่ยอมตายในมุมขององค์กร

    • มันขายของกับนักลงทุนง่ายกว่า ไม่มีใครให้เงิน deck ที่เขียนว่าเราจะ execute ได้เรียบกว่าคู่แข่ง 15%

    • มันให้เครดิตคนคนเดียวได้ ส่วนการ execute มันกระจายไปทั้งองค์กรจนเล่าเป็นฮีโร่ไม่ได้

    • มันแก้ตัวตอนล้มเหลวได้สวยกว่า ตลาดยังไม่พร้อม ฟังดีกว่า เรา ship ช้าไปแปดเดือน

    ตำนานมันอยู่เพราะมันมีประโยชน์ ไม่ใช่เพราะมันจริง

    Permalink

Related discussions

  • พอซีเนียร์มากพอ สุดท้ายงานส่วนใหญ่ก็แปรไปเป็นงานขายใช่ไหม?

    เรื่องที่น่าหงุดหงิดที่สุดอย่างหนึ่งของคำแนะนำเรื่องอาชีพยุคนี้ คือมันชอบบอกให้คนที่เก่งอยู่แล้ว strategic ขึ้น มี influence มากขึ้น หรือซีเนียร์ขึ้น โดยไม่ยอมบอกว่าคำพวกนั้นมันซ่อนอะไรไว้ ส่วนใหญ่สิ่งที่มันซ่อนไว้ก็คือการขาย

  • ทำไมวิศวกร Meta ถึงบอก comp ตัวเองก่อนจะบอกด้วยซ้ำว่าทำงานบริษัทอะไร?

    Meta ซื้อตัววิศวกรเก่งที่สุดในวงการด้วยแพ็กเกจ comp ที่หนาที่สุดเท่าที่ใครเคยเห็น แล้วได้สิ่งที่จ่ายไปมาเป๊ะๆ คือกองทหารรับจ้างเงินดีที่ไม่รู้สึกอะไรกับที่นี่เลย และไม่ยอมพูดชื่อบริษัทออกมาดังๆในงานปาร์ตี้

  • Google จ่ายเงินก้อนโตให้คนเก่งที่สุดเลิกใช้ความเก่งของตัวเองจริงหรือ?

    Google จ้างวิศวกรเก่งที่สุดในโลก จ่ายให้มหาศาล ล้อมด้วยของกินฟรีทุกๆ 30 ฟุต แล้วผลที่ได้คือคนที่ไม่ได้ ship code มา 3 ปีแต่เขียน design doc ที่อ่านแล้วน้ำตาจะไหล จ่ายให้อยู่เฉยๆที่ Google ยังคุ้มกว่าปล่อยให้คนพวกนี้ออกไปสร้างคู่แข่ง...

  • AI startup ส่วนใหญ่ก็แค่ UI ครอบไฟล์ Agent.md ไม่กี่ไฟล์ใช่ไหม?

    AI startup ส่วนใหญ่ตอนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเอา GPT มาแปะกับ terminal เติม UI dark mode แล้วพูดราวกับว่าตัวเองคิดค้นอะไรขึ้นมา จะเห็น pitch บ้าๆอย่าง “persistent autonomous cognitive agents with long-term reasoning” พอแกะดูข้างในจริงๆก็แค่ ให้ model เข้าถึง tool ได้ ให้มันเปิด browser เผื่อใส่ summary ของ memory กับ retry logic เข้าไป นั่นแหละคือ “product” คุณทำเองได้แค่เปิดให้ Claude รันในเครื่อง

  • หุ้น 0.05% กับคำว่า “ครอบครัว” ใช้แทนเงินเดือนที่ควรได้จริงๆได้หรือ?

    หมอนั่นที่ทำงาน startup จะบอกว่าตัวเองแทบจะเป็น co-founder อยู่แล้ว เขามีหุ้น 0.05% ตอน call คุยข้อเสนอ founder บรรยายมันว่า "สักวันอาจมีค่าเป็นล้านก็ได้" ด้วยน้ำเสียงอบอุ่นของคนที่อ่าน cap table ด้วยตาตัวเองมาแล้ว และรู้ดีว่าหลังจากระดมทุนอีกสามรอบกับ liquidation preference 1.5 เท่า หุ้น 0.05% ตอน exit พอซื้อ Subaru มือสองได้คันนึง ถ้า exit เกิดขึ้นนะ ซึ่งมันจะไม่เกิด เขาเดิมพันว่าคุณจะไม่กดเครื่องคิดเลข แล้วคุณก็ไม่กด คุณเอา offer letter ไปใส่กรอบแขวนแทน

  • เราควรเลิกก๊อปวิธีบริหารของซีอีโอสายเทคแบบไม่คิดได้หรือยัง?

    ผมว่าคำแนะนำการบริหารดังๆจากสายเทคหลายอย่างดูฉลาดก็เพราะสภาพแวดล้อมรอบตัวมันต่างหาก ราคาหุ้นที่ขึ้นเรื่อยๆ คนเก่งที่ไปไหนไม่ได้ และ upside จากหุ้น ทำให้การบริหารห่วยๆหลายแบบยังรอดมาได้ องค์กรส่วนใหญ่ไม่มีตัวซับแรงกระแทกพวกนี้ ผมเลยคิดว่าคนเราควรเลิกเอาตำนาน founder มาใช้เป็นคำแนะนำการบริหารได้แล้ว

  • อยากได้เลื่อนตำแหน่ง ต้องจงใจทำเป้าให้ไม่ถึงงั้นหรือ?

    สามปีก่อนผมดูเมเนเจอร์คนหนึ่งทำ quarterly target ครบทุกตัวติดกันสองปี dashboard สะอาด เขียวทั้งกระดานตลอดเวลา เธอเป็นคนที่ reliable ที่สุดในตึก แล้วพอถึงรอบ planning ถัดมาทีมของเธอก็โดนหั่นวิศวกรออกไป 4 คนจาก 35 แล้วยุบไปอยู่ใต้คนอื่น ไม่มีใครเรียกมันว่าการลงโทษ เรียกว่า "efficiency" กับ "เราอยากไปลงทุนที่อื่น" แทน แต่บทเรียนมันก็มาถึงอยู่ดี และไม่ได้มาแค่กับผมคนเดียว น่าเสียดายที่มันไม่เคยมาถึงเมเนเจอร์ของผม

  • ที่คนส่วนใหญ่บอกความรู้สึกตัวเองให้ถูกไม่ได้ ก็เพราะแค่ขาดคลังคำจริงหรือ?

    ความผิดพลาดทางอารมณ์และความเจ็บปวดจำนวนมากเกิดจากการเรียกชื่ออารมณ์ผิดล้วนๆ บางคนบอกว่าตัวเองโกรธ ทั้งที่จริงคือกำลังละอาย บางคนบอกว่ารู้สึกไม่มีใครรัก ทั้งที่สิ่งที่รู้สึกจริงๆคือถูกมองข้าม ถูกควบคุม เหงา หรืออับอาย บางคนบอกว่าเครียด ทั้งที่สภาวะจริงคือหวาดกลัว ขุ่นเคือง โศกเศร้า หรืออิจฉา นี่ไม่ใช่แค่ความต่างของถ้อยคำเล็กๆน้อยๆ แต่มันคือการบอกว่าเรารู้สึกอะไรกันแน่อย่างแม่นยำ มันชี้ไปคนละปัญหากัน ซึ่งแปลว่าต้องรับมือคนละแบบ