ผมวนกลับมาที่ความผิดพลาดเรื่องการบริหารเรื่องเดิมตลอด คนชอบเอาพฤติกรรมของคนที่รอดมาได้ มาพูดถึงเหมือนมันเป็นภูมิปัญญาที่หยิบไปใช้ที่ไหนก็ได้ บริษัทหนึ่งประสบความสำเร็จ ผู้นำกลายเป็นคนดัง แล้วอะไรก็ตามที่เขาทำอยู่ก็ถูกแปลงเป็น "best practice" ทั้งที่เงื่อนไขซึ่งทำให้มันรอดมาได้ถูกลืมไปนานแล้ว
ความผิดพลาดแบบนี้เจอบ่อยเป็นพิเศษในวงการเทค แล้วผมว่าเราประเมินต่ำไปว่าสภาพแวดล้อมมันใจดีกับคนทำงานมากแค่ไหนในช่วงยาวๆที่ผ่านมา สไตล์การบริหารหลายแบบที่ดังขึ้นมาในช่วงราวปี 2005 ถึง 2022 ทำงานอยู่ในเงื่อนไขที่ดีผิดปกติ ราคาหุ้นที่ขึ้นเรื่อยๆ พรีสตีจที่แรงพอจะรั้งคนเก่งไว้ได้ ค่าตอบแทนเป็นหุ้นที่ซื้อความอดทนต่อพฤติกรรมแย่ๆ และลมส่งจากตลาดที่ปิดบังความเสียหายภายในของจริงได้ น้ำขึ้นเรือก็ลอยขึ้นหมดทุกลำว่าไหม ไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็ตาม เทคโตแบบก้าวกระโดดมาตลอดหลายทศวรรษ ความต้องการ automation tooling และโซลูชันบนอินเทอร์เน็ตมันมหาศาล burnout คนลาออก การประสานงานล้มเหลว และหนี้ทางวัฒนธรรม มักถูก upside กลบไป ตอนที่คุณลอยอยู่บนกองเงินปัญหาพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไอเดียธุรกิจห่วยๆก็ไม่ได้สำคัญอะไรมากเมื่อบางอันทำเงินได้มหาศาลด้วยมาร์จิ้นกำไรระดับซอฟต์แวร์ที่เลื่องชื่อ Google กับ Facebook (Metaverse... lol) ขึ้นชื่อเรื่องทำโปรดักต์ได้แย่ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะมี cash flow ที่กำไรงาม
พอบริษัทมันยังโตต่อไปได้อยู่ดี สไตล์นั้นก็ได้เครดิตว่ารอดมาจากเงื่อนไขที่จะฆ่าองค์กรปกติทิ้งได้สบาย นั่นแหละคือส่วนที่เคสสตัดี้ของ business school มักฟอกออกไปจากเรื่อง เขาแปลงบริบทให้กลายเป็นบุคลิก ผู้นำกลายเป็นคำอธิบาย สไตล์การบริหารกลายเป็นเครื่องมือ ส่วนเงื่อนไขตลาดหายไปเฉยๆ
Twitter หลังถูกซื้อปี 2022 เป็นเคสที่ใช้ดูได้ดี เพราะมันถอดตัวกันชนพวกนั้นออกไปพร้อมกันทีเดียวหลายตัว การลดคนอย่างรวดเร็วจากราว 7,500 คนลงมาเหลือพนักงานน้อยกว่านั้นเยอะ ไม่ได้พิสูจน์ในตัวมันเองว่าเป็นอัจฉริยะด้านการบริหารหรือเป็นความฉิบหายด้านการบริหาร มันเป็นการทดสอบสดๆว่าสไตล์ที่สุดโต่งและบีบให้ทำตามคำสั่ง หน้าตาเป็นยังไงเมื่อไม่มีแพ็กเกจเดิมที่ประกอบด้วยพรีสตีจ ความไว้ใจในวงกว้างภายใน และความอดทนแบบที่หุ้นช่วยตรึงไว้ การบริหารแบบบีบให้ทำตามคำสั่งหมายถึงการรีดความเชื่อฟังออกมาด้วยแรงกดดัน ความกลัว ความเร่งด่วน และความรู้สึกว่าใครก็แทนได้ แทนที่จะมาจากความมั่นใจร่วมกันว่าทิศทางที่ไปนั้นน่าตามจริงๆ สิ่งที่ตามมาที่ Twitter ทั้งโฆษณาหนีหาย ระบบปฏิบัติการสั่นคลอน และบรรยากาศการบริหารที่วุ่นวายเห็นได้ชัด ไม่ได้พิสูจน์ว่าสไตล์การบริหารเป็นปัญหาเดียว Twitter (X) ตอนนี้เละเทะ แล้วพอช่วยให้ Trump ได้เป็นประธานาธิบดีเสร็จ ก็ไม่ได้มีประโยชน์กับตัว Elon เองด้วยซ้ำ
GE ยุค Jack Welch คือบทเรียนเดียวกันเวอร์ชันยาวกว่า การจัดอันดับแบบบังคับ การกวาดล้างคนภายในซ้ำๆ และวัฒนธรรมความกดดันแบบเน้นตัวเลขการเงินในวงกว้าง ดูเหมือนเป็นความแข็งแกร่งตราบใดที่ผลตอบแทนยังดีและระบบยังมีกำลังสะสมพอจะแบกมันไว้ได้ บริษัทหนึ่งกินทุนสำรองของตัวเอง ทั้งกำลังคน ความไว้ใจภายใน และความทรงจำเชิงสถาบันได้เป็นปีๆก่อนที่บิลจะมาถึง แล้วพอมันมาถึง ทุกคนก็ช็อก กราฟหุ้นในช่วงปีที่ชนะ ไม่ได้บอกคุณว่ากำลังเผากำลังในอนาคตไปเป็นเชื้อเพลิงมากแค่ไหน
นี่คือความผิดพลาดที่ผู้จัดการธรรมดาๆทำกันตอนเลียนแบบซีอีโอคนดัง เขาก๊อปพฤติกรรมที่บีบคั้นมา โดยไม่ดูเลยว่าอะไรทำให้คนทนมันได้ หรือมันเป็นไปได้ยังไง บริษัทโลจิสติกส์ขนาดกลางจะมาชดเชยการบริหารที่กระแทกกระทั้น ด้วยแพ็กเกจหุ้นที่เปลี่ยนชีวิตคนได้ไม่ได้ บริษัทระดับภูมิภาคปกติจะมาคิดว่าพรีสตีจจะรั้งพนักงานเก่งๆไว้ไม่ให้ไปก็ไม่ได้ ในองค์กรส่วนใหญ่ คนที่ไปได้ง่ายที่สุดคือคนที่เก่งที่สุด เอาเข้าจริงพอมาร์จิ้นถูกบีบ แม้แต่บริษัท faang ก็ทำแบบนั้นไม่ไหวอีกต่อไป สไตล์ที่ถูกสร้างเป็นตำนานว่าเป็นการบริหารแบบเด็ดขาด เลยมักทำงานในที่ธรรมดาๆเป็นกลไกคัดทิ้งที่ผลักคนที่คุณอยากเก็บไว้ที่สุดออกไปพอดี ผมเคยเห็นบริษัทเล็กๆทำตรงนี้พังเป็นพิเศษ เขาก๊อปทัศนคติของ founder คนดังมา โดยไม่มีกันชนสักตัวที่ทำให้ทัศนคติแบบนั้นมันรอดได้
ก่อนจะไปเรียนจาก Steve Jobs
ลองยอมรับก่อนว่าเขาเก่งจริงในบางเรื่อง (จับจุดว่าดีไซน์โปรดักต์ตรงไหนเป็นเรื่องเป็นเรื่องตาย การขาย การพรีเซนต์...) ขณะที่บกพร่องหนักในเรื่องอื่น เขาเองก็บังเอิญอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช่ในเวลาที่ใช่ ซึ่งช่วยกันบริษัทไว้จากจุดอ่อนของเขา ใช่ เขาเก่งในสิ่งที่เขาเป็น และคุณก็ควรเรียนรู้และได้แรงบันดาลใจจากเขาและคนอื่นๆ แต่ก็ต้องมองตามจริงด้วยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของพวกเขา แล้วคิดอย่างมีวิจารณญาณว่าคุณอยากเรียนอะไร และจากใคร
การเปลี่ยนแปลงจำนวนพนักงานของ Twitter หลังการเข้าซื้อกิจการเดือนตุลาคม 2022 มีบันทึกไว้ผ่านการรายงานข่าว คดีความ และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับบริษัท รายงานสาธารณะอธิบายกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นการลดคนจากราว 7,500 คนลงเหลือต่ำกว่า 2,000 คนมากในช่วงต่อมา แม้ตัวเลขที่แน่นอนจะต่างกันไปตามวันที่และแหล่งที่มา
การเสื่อมถอยของ GE ยุคหลัง Welch มีบันทึกไว้ชัดเจน เช่นเดียวกับบทบาทที่นักวิจารณ์ชี้ไปยังแนวปฏิบัติยุค Welch อย่างการจัดอันดับแบบบังคับ วิศวกรรมการเงินหนักๆ และการปั้น GE Capital หนังสือ Lights Out (2020) ของ Thomas Gryta และ Ted Mann ยังเป็นบันทึกที่ใช้อ้างอิงได้ดี