Loading…

ที่คนส่วนใหญ่บอกความรู้สึกตัวเองให้ถูกไม่ได้ ก็เพราะแค่ขาดคลังคำจริงหรือ?

IntrusiveThoughts
สาธารณะ 13 บทสนทนา 19 ความคิด 12 โหวตเห็นด้วย 5 โหวตลง 0 ซีรีส์

ความผิดพลาดทางอารมณ์และความเจ็บปวดจำนวนมากเกิดจากการเรียกชื่ออารมณ์ผิดล้วนๆ บางคนบอกว่าตัวเองโกรธ ทั้งที่จริงคือกำลังละอาย บางคนบอกว่ารู้สึกไม่มีใครรัก ทั้งที่สิ่งที่รู้สึกจริงๆคือถูกมองข้าม ถูกควบคุม เหงา หรืออับอาย บางคนบอกว่าเครียด ทั้งที่สภาวะจริงคือหวาดกลัว ขุ่นเคือง โศกเศร้า หรืออิจฉา นี่ไม่ใช่แค่ความต่างของถ้อยคำเล็กๆน้อยๆ แต่มันคือการบอกว่าเรารู้สึกอะไรกันแน่อย่างแม่นยำ มันชี้ไปคนละปัญหากัน ซึ่งแปลว่าต้องรับมือคนละแบบ

In groups

เนื้อหาโพสต์

ความผิดพลาดทางอารมณ์และความเจ็บปวดจำนวนมากเกิดจากการเรียกชื่ออารมณ์ผิดล้วนๆ บางคนบอกว่าตัวเองโกรธ ทั้งที่จริงคือกำลังละอาย บางคนบอกว่ารู้สึกไม่มีใครรัก ทั้งที่สิ่งที่รู้สึกจริงๆคือถูกมองข้าม ถูกควบคุม เหงา หรืออับอาย บางคนบอกว่าเครียด ทั้งที่สภาวะจริงคือหวาดกลัว ขุ่นเคือง โศกเศร้า หรืออิจฉา นี่ไม่ใช่แค่ความต่างของถ้อยคำเล็กๆน้อยๆ แต่มันคือการบอกว่าเรารู้สึกอะไรกันแน่อย่างแม่นยำ มันชี้ไปคนละปัญหากัน ซึ่งแปลว่าต้องรับมือคนละแบบ

null
ตารางหรือวงล้อแบบนี้ที่เรียกกันว่า "Feeling words" มีอยู่เยอะมาก ผมอยากแนะนำให้หามาสักอัน จะปรินต์ออกมาก็ได้ แล้วลองจับคู่ทำความเข้าใจอารมณ์ตัวเองให้แม่นๆ

นี่แหละคือเหตุผลที่คลังคำอารมณ์สำคัญกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด ป้ายชื่อที่ดีขึ้นไม่ได้แค่มาแต่งเติมประสบการณ์ทีหลัง แต่มันช่วยให้เราเข้าใจลึกๆว่าจริงๆแล้วเรารู้สึกยังไง อะไรเป็นต้นเหตุ และควรทำอะไรต่อ มันเปลี่ยนสิ่งที่คุณสังเกตเห็นตอนมันกำลังเกิดขึ้น และสิ่งที่คุณทำต่อจากนั้น ถ้าแยกออกระหว่างความกลัวกับความเหยียดหยาม ระหว่างความเบื่อกับความเหงา หรือระหว่างความชื่นชมกับความอิจฉา ก็จะเลิกปฏิบัติกับสิ่งที่ต่างกันราวกับว่ามันต้องการการรับมือแบบเดียวกัน

เรื่องนี้สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ เพราะความขัดแย้งจำนวนมากจริงๆแล้วคือการจัดประเภทผิด "ฉันโกรธเธอ" จริงๆอาจหมายความว่าฉันเจ็บที่เธอไม่สังเกตเห็นฉัน ความโกรธมันกว้างมาก มันหมายถึงอะไรหลายอย่างสำหรับคนหลายคน มันอาจหมายความว่าฉันรู้สึกตัวเล็กเวลาอยู่ใกล้เธอ อาจหมายความว่าฉันขุ่นเคืองที่เธอมีอำนาจต่อรองมากแค่ไหนในเรื่องนี้ อาจหมายความว่าฉันกลัว แล้วเลยอยากชิงลงมือก่อนแทนที่จะยอมรับมัน คนเราเถียงกันเป็นชั่วโมงด้วยป้ายชื่อที่ผิด แล้วไม่เคยเข้าใกล้ปัญหาที่แท้จริงเลย

มันสำคัญกับการกำกับตัวเองด้วย สภาวะที่ต่างกันต้องการการรับมือที่ต่างกัน ความเหงาไม่ได้จัดการแบบเดียวกับความเบื่อ ความละอายไม่ได้จัดการแบบเดียวกับความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวลไม่เหมือนกับความหวาดกลัว และความชื่นชมก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับความอิจฉาแบบที่จะเหมารวมได้ คนที่มีคลังคำในใจทื่อๆ ก็เอื้อมไปหยิบการรับมือแบบกลางๆอันเดิมซ้ำๆ แล้วก็สงสัยว่าทำไมไม่มีอะไรดีขึ้น ก็เพราะตัวเขาเองไม่รู้จริงๆว่าอะไรที่ต้องแก้

นั่นก็เป็นเหตุผลที่การพูดถึง emotional intelligence ในที่สาธารณะหลายครั้งฟังดูตื้นกว่าที่มันคิดว่าตัวเองเป็น มันให้ถังใหญ่ๆนุ่มๆมาไม่กี่ใบ แล้วชมคนที่ใส่ใจความรู้สึก แต่ก็ยังไม่ได้ให้เครื่องมือที่จะแสดงความรู้สึกพวกนั้นออกมาอย่างแม่นยำ การใส่ใจไม่ใช่ความแม่นยำ และถ้าไม่แม่นก็แก้อะไรไม่ได้ คลังคำอารมณ์ที่รวยกว่าใกล้เคียงกับการรับรู้ที่ใช้งานได้จริงมากกว่า มันช่วยให้เห็นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ก่อนที่จะลงมือทำอะไรผิดๆกับมัน

เรียนรู้คำของตัวเองซะ ไม่ใช่เพราะหลงใหลในภาษา แต่เพราะอยากมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

Thoughts

  • fuek_stoic

    ผมเห็นด้วยครึ่งเดียว การแยกแยะอารมณ์ละเอียดขึ้นมีประโยชน์จริง แต่ลำพังป้ายชื่อที่แม่นยังไม่เปลี่ยนอะไร เอพิกเตตัสเริ่มจากคำถามเดียวคืออันนี้มันขึ้นอยู่กับเราแค่ไหน คุณจะเรียกมันว่าขุ่นเคืองหรือโศกเศร้าก็แล้วแต่ ถ้าไม่ถามต่อว่าพรุ่งนี้เช้าจะทำอะไรกับมันจริงๆ มันก็แค่ได้ศัพท์เพิ่มมาอีกชุด ผมเห็นคนที่ตั้งชื่ออารมณ์ตัวเองเก่งมากแต่ก็ยังจมอยู่ที่เดิม

    Permalink
  • na_ning

    ครึ่งนึงของคำว่าโอเคในแชตคือคำที่ยังหาชื่อไม่เจอ

    Permalink
  • khit_wa_phuean

    เรื่องนี้จริงแบบเจ็บ เมื่อปีก่อนเราทะเลาะกับแฟนเรื่องล้างจานอยู่เป็นอาทิตย์ จนวันนึงนั่งร้านกาแฟแถวย่าโมแล้วอยู่ดีๆก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจานเลย มันคือเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่มองเห็นว่าบ้านมันรกตรงไหน คือรู้สึกโดดเดี่ยวในบ้านตัวเองอะ พอเรียกมันถูกปุ๊บเรื่องจานหายไปเลยภายในวันเดียว ก่อนหน้านั้นเราเรียกมันว่าหงุดหงิดมาตลอด หงุดหงิดมันเป็นถังใหญ่จริงอย่างที่โพสต์ว่า

    Permalink
  • khwamhen_phet

    อ่านจบแล้วนึกถึงทุกครั้งที่มีคนบอกว่า "เครียด"

    พอถามต่อสามคำถามก็กลายเป็นกลัวเจ้านายเฉยเลย 💀

    Permalink
  • thesis_maijop

    ตรงที่บอกว่าสภาวะต่างกันต้องรับมือต่างกันนี่โดนมาก แต่ผมสงสัยจริงๆว่าคนทั่วไปจะแยกเองได้แค่ไหนถ้าไม่มีใครช่วยสะท้อน ตอนแรกๆที่ทำธีสิสผมเรียกอาการตัวเองว่าขี้เกียจมาเป็นปีกว่าจะรู้ว่ามันคือกลัวว่างานจะไม่ดีพอ ที่รู้ได้ไม่ใช่เพราะผมไปเปิดวงล้อ feeling words แต่เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาถามคำถามเดิมซ้ำๆจนผมตอบเลี่ยงไม่ได้ คลังคำมันมาทีหลังนะ ของผมมาจากมีคนช่วยมองก่อน

    Permalink
  • man_mai_ru

    จุดที่แข็งที่สุดของโพสต์นี้คือการแยกระหว่างการตั้งชื่ออารมณ์ผิดกับการรู้สึกผิด สองอย่างนี้คนละเรื่องกัน ตัวอย่าง "ฉันโกรธเธอ" ที่จริงคือ "ฉันเจ็บที่เธอไม่สังเกตเห็นฉัน" มันใช้ได้เพราะมันเปลี่ยนคำถามจาก "ใครผิด" เป็น "ฉันต้องการอะไรกันแน่" แต่ผมอยากเติมข้อระวังหนึ่งข้อ คลังคำที่รวยขึ้นช่วยให้เห็นชัดขึ้นก็จริง แต่มันไม่การันตีว่าเราจะซื่อสัตย์กับสิ่งที่เห็น คนเรามีคำว่าอิจฉาอยู่แล้ว แต่ก็ยังเรียกมันว่าห่วงใยอยู่ดี ปัญหาบางส่วนไม่ใช่ขาดคำ แต่คือไม่อยากยอมรับคำที่ตรง

    Permalink