Loading…

stack ranking เปลี่ยนเพื่อนร่วมงานที่เก่งที่สุดให้กลายเป็นศัตรูของคุณจริงไหม?

senior_slacker
สาธารณะ 16 บทสนทนา 23 ความคิด 27 โหวตเห็นด้วย 8 โหวตลง 0 ซีรีส์ 89 การเข้าชม

stack ranking ลงเอยที่การเมืองในออฟฟิศทุกที เพราะมันเปลี่ยนนิยามของคำว่าเก่งในองค์กรไปเลย พอพนักงานถูกตัดสินโดยเทียบกันเองแทนที่จะเทียบกับมาตรฐานหรือเป้าที่นิ่งๆ เพื่อนร่วมงานที่หัวดีที่สุดของคุณก็เลิกเป็นคนที่คุณเรียนรู้และทำงานด้วยได้ กลายเป็นคู่แข่งแทน ความสำเร็จของเขาฉุดสถานะคุณให้ต่ำลงได้ การที่เขาเด่นกินที่โปรโมตของคุณได้ ความเก่งของเขากลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของตัวคุณเอง

In groups

คิด

คิด

ngan_thi_son

ตรงที่โพสต์บอกว่าคนซีเนียร์เลี่ยงสอนคนที่อาจมาแทนตัวเอง อันนี้เจอกับตัวแบบเงียบๆ ตอนเข้าทีมใหม่ๆมีพี่คนนึงคุม design system ทั้งก้อน ถามอะไรก็ตอบครึ่งเดียวตลอด นานๆเข้าถึงเข้าใจว่ามันไม่ใช่เขาหวง แต่ระบบมันบอกเขาว่าคนเดียวที่เข้าใจของชิ้นนี้คือสถานะของเขา

ตรงที่โพสต์บอกว่าคนซีเนียร์เลี่ยงสอนคนที่อาจมาแทนตัวเอง อันนี้เจอกับตัวแบบเงียบๆ ตอนเข้าทีมใหม่ๆมีพี่คนนึงคุม design system ทั้งก้อน ถามอะไรก็ตอบครึ่งเดียวตลอด นานๆเข้าถึงเข้าใจว่ามันไม่ใช่เขาหวง แต่ระบบมันบอกเขาว่าคนเดียวที่เข้าใจของชิ้นนี้คือสถานะของเขา ที่เจ็บกว่าคือพอ frontend ถูกมองเป็นแค่งานขัดเงาอยู่แล้ว คนที่รู้จริงเรื่อง edge case ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลจะกระจายความรู้ออกไป

เนื้อหาการสนทนา

stack ranking ลงเอยที่การเมืองในออฟฟิศทุกที เพราะมันเปลี่ยนนิยามของคำว่าเก่งในองค์กรไปเลย พอพนักงานถูกตัดสินโดยเทียบกันเองแทนที่จะเทียบกับมาตรฐานหรือเป้าที่นิ่งๆ เพื่อนร่วมงานที่หัวดีที่สุดของคุณก็เลิกเป็นคนที่คุณเรียนรู้และทำงานด้วยได้ กลายเป็นคู่แข่งแทน ความสำเร็จของเขาฉุดสถานะคุณให้ต่ำลงได้ การที่เขาเด่นกินที่โปรโมตของคุณได้ ความเก่งของเขากลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของตัวคุณเอง

คนปรับตัวเข้ากับเรื่องนี้แทบจะทันที ความรู้ถูกกักไว้ จะแชร์ทำไม รู้ว่าอะไรเป็นอะไรคือแต้มต่อของเรา.. หัวหน้าก็ปกป้องลูกน้องกลางๆที่ภักดี คนรุ่นซีเนียร์เลี่ยงที่จะสอนคนที่อาจมาแทนตัวเอง ทีมเริ่มหวงเขตแดน meeting กลายเป็นเวทีแข่งกันโชว์ ทุกคนเริ่มบริหารภาพลักษณ์เพราะภาพลักษณ์มีผลต่อการอยู่รอด

Microsoft ยุค Steve Ballmer กลายเป็นตัวอย่างคลาสสิกของวงจรแบบนี้ พนักงานเล่าอยู่หลายปีถึงวัฒนธรรมที่การแข่งกันเองข้างในกลบการทำงานร่วมกันไปหมด เพราะ stack ranking บังคับให้หัวหน้าจัดคนลงช่อง performance ไม่ว่าทีมจริงๆจะดีแค่ไหน dev พูดกันตรงๆว่าเลี่ยงที่จะอยู่กับเพื่อนร่วมงานที่เก่ง เพราะการนั่งทำงานข้างคนเก่งอาจฉุด ranking ของตัวเองในบริษัทลง ทั้งดิวิชั่นหันมาสนใจตำแหน่งแห่งที่ข้างในมากกว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ดีๆ

ความเสียหายไม่ใช่แค่ทฤษฎี อดีตพนักงานและผู้บริหารโยงแรงจูงใจพวกนี้ตรงๆเข้ากับทศวรรษที่หายไปของ Microsoft ช่วงที่บริษัทพลาดหรือทำพังการเปลี่ยนแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่มีคนเก่งทางเทคนิคมหาศาล

Amazon ก็มีเวอร์ชันของตัวเอง เรื่องเล่าเรื่อง "hire to fire" โด่งดังในทางเสียๆ เพราะหัวหน้าบางคนรู้ว่าตัวเองคุม ranking ของทีมไว้ได้และอ้างความชอบธรรมให้การไล่คนออกแบบดุๆด้วยการวนคนผ่านชั้นล่างสุดไปเรื่อยๆ เรื่องไหนจริงเรื่องไหนไม่จริงแทบจะไม่สำคัญแล้ว ที่สำคัญคือพนักงานเชื่อว่าโครงสร้างแรงจูงใจมันชี้ไปทางนั้น

Jack Welch...

เรื่องทั้งหมดนี้มักถูกสาวกลับไปที่ยุคบริหารของ Jack Welch ผู้บริหารทั้งรุ่นเชื่อกันว่าการแข่งกันเองข้างในแบบถาวรสร้างความเป็นเลิศ เพราะมันฟังดูเอาจริงเอาจังและวัดผลตามฝีมือเวลาอยู่บน spreadsheet เอาเข้าจริงมันมักสร้างระบบราชการที่คอยตั้งการ์ดป้องกันตัว เต็มไปด้วยคนที่ปรับตัวเพื่อให้รอดมากกว่าเพื่อให้มีประโยชน์

ระบบมันค่อยๆสอนพนักงานเงียบๆว่าการช่วยเพื่อนร่วมงานมากเกินไปกลายเป็นทำร้ายตัวเองได้

นี่คือส่วนที่คนสาย management theory แทบไม่เคยยอมรับ stack ranking ไม่ได้แค่วัด performance มันปั้นพฤติกรรมใหม่ มันเปลี่ยนความรู้ขององค์กรให้กลายเป็นแต้มต่อส่วนตัว มันให้รางวัลกับการกันตัวเองออกจากเกมการเมือง มันผลักคนที่ทะเยอทะยานให้ไปบริหารภาพลักษณ์ เพราะการเด่นและการมีพวกสำคัญพอๆกับผลงาน แล้วฝ่ายบริหารก็มาทำหน้างงว่าทำไมการทำงานร่วมกันมันดูปลอมๆ

แต่พนักงานก็แค่ตอบสนองต่อระบบตรงหน้าอย่างมีเหตุผล ถ้าบริษัทบอกคนว่ามีแค่บางเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้สำเร็จ เพื่อนร่วมงานก็เลิกเป็นเพื่อนร่วมทีม กลายเป็นอุปสรรคใน ranking มันคือตรรกะของเรื่องค่าตอบแทน พอเวลาผ่านไปนานพอ ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ สุดท้ายทุกคนก็ยอมจำนน

Thoughts

  • ni_technic

    ส่วนที่โพสต์พูดถูกที่สุดคือ stack ranking ไม่ได้แค่วัด performance มันปั้นพฤติกรรม ที่ทีมระบบรายได้เห็นชัดสุดคือ design doc พอถึงรอบประเมินก็เขียนกันละเอียดขึ้นทันที แต่ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นอ่านรู้เรื่อง มันเขียนเพื่อแปะชื่อตัวเองลงบนทุกการตัดสินใจที่ดูดี ส่วน incident ที่ตัวเองมีเอี่ยวก็เงียบกริบ พอ knowledge ของระบบกลายเป็นแต้มต่อส่วนตัว runbook ก็อัปเดตช้าลง เพราะคนที่รู้ดีที่สุดไม่มีแรงจูงใจจะเขียนให้คนมาแทนตัวเองได้

    Permalink
  • chan_exit_liquidity

    พวกคุณนั่งกลัวว่าเพื่อนข้างโต๊ะจะกินที่โปรโมต ตอนผมทำสตาร์ทอัพ คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือยอดเงินในบัญชีตอนสิ้นเดือน เขาไม่เคยพยักหน้าให้ผมในห้องประชุม แล้วก็ไม่เคยให้ผมตกชั้นล่างสุดของ curve ด้วย เพราะมันไม่มี curve มีแต่ payroll

    Permalink
  • sapda_release

    ผมว่าโพสต์เล่าเหมือน stack ranking คือคนร้ายที่เดินเข้ามาในทีมดีๆแล้วทำมันพัง จริงๆทีมส่วนใหญ่ไม่ได้สุขสันต์อยู่ก่อนหรอก ranking มันแค่เปิดโปงว่าใครแบกงานจริง งานกู้ release ตอนตีสองไม่เคยอยู่ในเรื่องเล่าตอนเลื่อนตำแหน่ง ไม่ว่าจะมี forced curve หรือไม่มี ปัญหาจริงคือเครดิตวิ่งไปหา feature ที่มองเห็น ไม่ใช่ตัว curve เอา curve ออกแต่ยังให้รางวัลของที่โชว์ได้เหมือนเดิม ก็ได้ทีมการเมืองหน้าเดิม

    Permalink
  • standing_desk_show

    stack ranking คือพิธีกรรมประจำปีที่บริษัทเรียกว่าวัดความเป็นเลิศ ผมอยู่มา 4 ปี เห็นรอบ calibration ที่หัวหน้าหกคนนั่งเถียงกันสองชั่วโมงว่าใครควรโดนดันลงล่างสุด เพื่อให้ curve มันสวย ไม่มีใครในห้องนั้นพูดถึงลูกค้าเลยสักคำ

    Permalink
  • process_diary

    อ่านแล้วสงสัยจริงๆ ในฐานะคนตำแหน่งเล็กที่ยังอ่านห้องอยู่ ถ้าทุกคนรู้ว่า ranking มันปั้นพฤติกรรมแบบนี้ แล้วทำไมบริษัทใหญ่ๆถึงยังใช้กันอยู่หลายปี มันมีใครได้ประโยชน์จากระบบนี้จริงๆไหม หรือมันแค่ไม่มีใครกล้าเป็นคนแรกที่ยกเลิก

    Permalink
  • ngan_thi_son

    ตรงที่โพสต์บอกว่าคนซีเนียร์เลี่ยงสอนคนที่อาจมาแทนตัวเอง อันนี้เจอกับตัวแบบเงียบๆ ตอนเข้าทีมใหม่ๆมีพี่คนนึงคุม design system ทั้งก้อน ถามอะไรก็ตอบครึ่งเดียวตลอด นานๆเข้าถึงเข้าใจว่ามันไม่ใช่เขาหวง แต่ระบบมันบอกเขาว่าคนเดียวที่เข้าใจของชิ้นนี้คือสถานะของเขา ที่เจ็บกว่าคือพอ frontend ถูกมองเป็นแค่งานขัดเงาอยู่แล้ว คนที่รู้จริงเรื่อง edge case ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลจะกระจายความรู้ออกไป

    Permalink
  • roadmap_jing

    เห็นด้วยกับกลไกที่โพสต์วาง แต่อยากเถียงในจุดที่มันโยนความผิดให้ ranking อย่างเดียว เวอร์ชันที่ดีที่สุดของโพสต์คือ การเทียบคนกันเองทำลายความร่วมมือ ซึ่งจริง แต่ทีมที่ไม่มี stack ranking เลยก็แย่งเครดิตกันได้เหมือนกันถ้า scope มันคลุมเครือ ผมเจอ org ที่ไม่มี forced ranking แต่ promo packet ก็ยังเป็นเวทีโชว์ตัวอยู่ดี ranking มันแค่เร่งโรคที่มีอยู่แล้วให้แสดงอาการเร็วขึ้น ไม่ใช่ต้นเหตุเดียว

    Permalink

Related discussions

  • ยิ่งจูงใจให้ engineer ใช้ AI ยิ่งได้ผลย้อนกลับไม่ใช่หรือ?

    บริษัทจะทำลายเครื่องมือดีๆเกือบทุกอย่างได้ แค่เอา metric ผิดตัวไปแปะกับมัน ในที่ทำงานสิ่งที่สำคัญจริงๆมีอย่างเดียวคือ incentive จะเป็นเงิน สถานะ หรือการเลื่อนตำแหน่งก็ตาม คนทำงานก็ทำตาม incentive ผมกับคุณก็เหมือนกัน แทบทุกคนทำอะไรเพราะมันได้ประโยชน์กับตัวเองหรือคนที่รัก สุดท้ายในที่ทำงานเราเลยลงเอยด้วยการทำสิ่งที่ทำให้เราได้เลื่อนขั้น ได้เงินมากขึ้น ได้ความมั่นคงในงานมากขึ้น เราไม่ใช่เจ้าของบริษัท เราเป็นลูกจ้าง เราดูแลตัวเองก่อน แบบนั้นก็ไม่ผิดอะไร

  • พนักงาน Amazon เอา median tenure 18 เดือนมาแปะอกเหมือนเหรียญตรา นี่มันความสำเร็จ หรือแค่ถูกใช้จนหมดสภาพ?

    Amazon คือเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพที่สุดในวงการเทค แล้วพนักงานของมันก็ดันไปตัดสินใจว่าการเป็นเชื้อเพลิงมันเท่ากับการเป็นเครื่องยนต์ Leadership Principles ถูกท่องเหมือนคัมภีร์ในตึกที่ไฟกำลังไหม้ ส่วน median tenure 18 เดือนก็ถูกแปะไว้บนอกเหมือนเหรียญตราที่ได้กลับมาจากการประจำการ

  • พอเข้าใจแรงจูงใจในองค์กรจริงๆ เราจะเลิกหงุดหงิดกับงานยุ่งเปล่าๆไหม?

    ในบริษัทคุณมี status deck อยู่ที่ไหนสักที่ที่ไม่มีใครอ่าน อัปเดตทุกสองสามอาทิตย์ เอาขึ้นโชว์ใน meeting แล้วก็ลืม หัวหน้าคุณก็รู้ดี เพราะเคยทำ deck แบบเดียวกันนี้ตอนไต่ขึ้นมา และเข้าใจดีว่าปกติแล้วงานพวกนี้ใส่ความคิดลงไปน้อยแค่ไหน คำอธิบายยอดฮิตของงานยุ่งเปล่าๆในองค์กรคือมีใครสักคนข้างบนสับสนหรือหลุดจากความจริง ฟังแล้วสบายใจ แต่ส่วนใหญ่ผิด สิ่งพวกนี้อยู่รอดมาได้เพราะมันทำงานบางอย่างอยู่ แค่ไม่ใช่งานที่มัน…

  • Google จ่ายเงินก้อนโตให้คนเก่งที่สุดเลิกใช้ความเก่งของตัวเองจริงหรือ?

    Google จ้างวิศวกรเก่งที่สุดในโลก จ่ายให้มหาศาล ล้อมด้วยของกินฟรีทุกๆ 30 ฟุต แล้วผลที่ได้คือคนที่ไม่ได้ ship code มา 3 ปีแต่เขียน design doc ที่อ่านแล้วน้ำตาจะไหล จ่ายให้อยู่เฉยๆที่ Google ยังคุ้มกว่าปล่อยให้คนพวกนี้ออกไปสร้างคู่แข่ง...

  • ทำไม management ถึงสั่งให้ทุกคนทำงานแบบ AI-first แต่ตัวเองไม่ใช้ แถมปล่อยให้ทุก process รอบข้างเป็นศัตรูกับมัน?

    สิ่งที่เริ่มทำให้หงุดหงิดไม่ใช่การดัน AI เอง tool บางตัวก็มีประโยชน์จริง ตอนนี้ใช้ทุกวันแล้ว ที่หงุดหงิดคือ management สั่งให้ทำงานแบบ AI-first แต่ปล่อยให้ทุก process รอบข้างเป็นศัตรูกับการใช้ AI แบบเต็มที่ คนถูกสั่งให้เอา AI มาใช้ทั้งเขียน code วางแผน research ร่างงาน debug ดึงความรู้ คุมโปรเจกต์ แต่ความรู้เชิงปฏิบัติครึ่งบริษัทก็ยังฝังอยู่ในบทสนทนาที่ไม่มีใครจดและ…

  • ทีมที่กินข้าวด้วยกันสู้ด้วยกันจริงไหม — มื้อเที่ยงร่วมกันได้ผลกว่า workshop สร้างวัฒนธรรมแพงๆหรือเปล่า?

    กลุ่มที่แข็งแรงไม่ได้แข็งแรงเพราะเห็นพ้องกันในเป้าหมายเพียงอย่างเดียว แต่แข็งแรงเพราะคนหยุดเป็นนามธรรมต่อกัน เริ่มมองกันเป็นคนและเป็นเพื่อน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่การกินข้าวด้วยกันสำคัญกว่าโปรแกรมสร้างวัฒนธรรมองค์กรอย่างเป็นทางการเสียอีก คุณไม่ต้องจัด workshop แพงๆหรือพา outing ไปไหนเพื่อสร้างวัฒนธรรมทีม แค่อยู่ตรงนั้นก็พอ กินข้าวเที่ยงกับทีม ให้พวกเขาได้กินด้วยกัน ดื่มกาแฟด้วยกัน...

  • จริงไหมที่ไม่มีใครเลือก Oracle แล้ว Oracle เองก็โอเคกับเรื่องนั้น?

    Oracle คือแมลงสาบของวงการ enterprise tech ทุกคนเกลียดแต่ทุกคนก็ใช้ คนที่ดูแลมันก็เลิกแกล้งทำเป็นว่ามันเท่ตั้งแต่สมัยรัฐบาล Clinton ตัวสินค้าจริงๆคือการขาย ส่วน database เป็นแค่ตัวประกัน

  • อยากได้เลื่อนตำแหน่ง ต้องจงใจทำเป้าให้ไม่ถึงงั้นหรือ?

    สามปีก่อนผมดูเมเนเจอร์คนหนึ่งทำ quarterly target ครบทุกตัวติดกันสองปี dashboard สะอาด เขียวทั้งกระดานตลอดเวลา เธอเป็นคนที่ reliable ที่สุดในตึก แล้วพอถึงรอบ planning ถัดมาทีมของเธอก็โดนหั่นวิศวกรออกไป 4 คนจาก 35 แล้วยุบไปอยู่ใต้คนอื่น ไม่มีใครเรียกมันว่าการลงโทษ เรียกว่า "efficiency" กับ "เราอยากไปลงทุนที่อื่น" แทน แต่บทเรียนมันก็มาถึงอยู่ดี และไม่ได้มาแค่กับผมคนเดียว น่าเสียดายที่มันไม่เคยมาถึงเมเนเจอร์ของผม