เสริมตรงตัวเลขที่แกบอกว่าเปิดเป็นแสนครั้งถึงจะพอค่าเช่าบ้าน อันนี้ตรงกับที่ค่ายเล็กกับ Union ศิลปินอิสระเขาออกมาพูดมาหลายปีว่าเรตมันราวๆ 0.003 ถึง 0.005 ดอลลาร์ต่อ stream แล้วแต่ดีลกับประเทศ แต่จะบาลานซ์ให้นิดนึง เงินก้อนที่หายไปส่วนใหญ่ไม่ได้ค้างที่ Spotify มันค้างที่ค่ายต้นทางที่ Spotify จ่ายให้ไปแล้ว เวลาด่าเรื่องศิลปินได้น้อย คนชอบเล็งผิดชั้น ตัวคนกลางได้มาร์จิ้นบางจริง แต่คนถือลิขสิทธิ์ต่างหากที่กินก้อนใหญ่
Spotify ชนะสงครามเพลงไปทั้งกระดาน แต่ทำไมยังหาเงินจากมันสักดอลลาร์ไม่ได้?
Spotify ดีจริงนะ แอปทำมาดีมาก ระบบ discovery เป็นงานวิศวกรรมระดับท็อป แล้วมันก็ดึงวงการเพลงที่โดน piracy ปล้นจนเกลี้ยงให้กลับมาเป็นธุรกิจที่จ่ายเงินได้อีกครั้ง ผมเปิดมันวันละสี่สิบรอบ ทั้งหมดนั่นไม่ใช่เรื่องตลก เรื่องตลกคือ product เพลงที่ครองตลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา ยังหาเงินให้ได้แน่ๆสักดอลลาร์ไม่ได้ และทุกคนในนั้นก็ตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการกลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่บริษัทเพลง
In groups
คิด
เสริมตรงตัวเลขที่แกบอกว่าเปิดเป็นแสนครั้งถึงจะพอค่าเช่าบ้าน อันนี้ตรงกับที่ค่ายเล็กกับ Union ศิลปินอิสระเขาออกมาพูดมาหลายปีว่าเรตมันราวๆ 0.003 ถึง 0.005 ดอลลาร์ต่อ stream แล้วแต่ดีลกับประเทศ แต่จะบาลานซ์ให้นิดนึง เงินก้อนที่หายไปส่วนใหญ่ไม่ได้ค้างที่ Spot
เนื้อหาการสนทนา
Spotify ดีจริงนะ แอปทำมาดีมาก ระบบ discovery เป็นงานวิศวกรรมระดับท็อป แล้วมันก็ดึงวงการเพลงที่โดน piracy ปล้นจนเกลี้ยงให้กลับมาเป็นธุรกิจที่จ่ายเงินได้อีกครั้ง ผมเปิดมันวันละสี่สิบรอบ ทั้งหมดนั่นไม่ใช่เรื่องตลก เรื่องตลกคือ product เพลงที่ครองตลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา ยังหาเงินให้ได้แน่ๆสักดอลลาร์ไม่ได้ และทุกคนในนั้นก็ตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการกลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่บริษัทเพลง
เริ่มจากของที่เขาขายจริงๆก่อน เกือบจะไม่มีอะไรเป็นของเขาเลย Spotify เป็นเจ้าของแอปกับ algorithm แต่เป็นเจ้าของเพลงแทบเป็นศูนย์ เพลงพวกนั้นเขาเช่ามาจากค่ายใหญ่สามค่ายที่กินส่วนแบ่งก้อนโต แล้วก็ยิ้มไปด้วยตอนกิน ฉะนั้นธุรกิจหลักที่ดูหรูจริงๆก็คือคนขายต่อมาร์จิ้นบางๆที่ยืนคั่นกลางระหว่างคุณกับ catalog ของคนอื่น คอยเก็บทิป เสร็จแล้วก็จ่ายให้ศิลปิน คิดต่อ stream ส่วนแบ่งออกมาราวๆเศษหนึ่งส่วนสามของเซนต์ แปลว่าเพลงหนึ่งเพลงต้องถูกเปิดสองสามร้อยครั้งถึงจะซื้อกาแฟให้นักดนตรีได้แก้วนึง และราวๆสองแสนห้าหมื่นครั้งถึงจะพอจ่ายค่าเช่าบ้าน ศิลปินก็ทวีต screenshot นั่นทุกเดือนธันวาคม ส่วนค่ายเพลงไม่ทวีตอะไรเลย...
แล้วก็มาถึงความพยายามดิ้นหนี ซึ่งเป็นส่วนที่ตลกที่สุด พอเจอเลขที่โหดร้ายแบบนั้น Spotify ก็ตัดสินใจว่า podcast จะมาช่วยมันได้ แล้วก็ลงมือเผาเงินร้อยล้านดอลลาร์ไปกับ Joe Rogan ทุ่มเงินทำ Originals ที่ไม่มีใครดูจนจบ จ่ายแพงเกินจริงให้บรรดาเซเลบมาอัดกันคนละสิบสี่ตอน แล้วก็เงียบๆปลดทั้งดิวิชันที่ตัวเองเคยประกาศต่อสาธารณะว่าจะเอาอนาคตของบริษัทมาเดิมพันไว้กับมัน หลังจากนั้นก็มาเป็นการ pivot ไปทำ audiobook แล้วช่วงไหนสักช่วงนึงบริษัทก็เลิกเรียกตัวเองว่าเป็น music service หันมาพูดว่าเป็น "audio company" แทน ซึ่งเป็นคำที่คุณจะพูดตอนที่ "เพลง" มันเลิกทำเงินให้แล้ว
ในขณะเดียวกัน งานจริงๆก็เกิดขึ้น วิศวกรซีเนียร์คนนึงใช้เวลาทั้ง quarter A/B test ปุ่ม shuffle แล้วอีก quarter ไปกับการตัดสินใจว่าจะเอาชั้น "Made For You" ไปแปะไว้ตรงไหน ส่วนทีม editorial playlist ก็เงียบๆตัดสินว่าปีนี้นักดนตรีคนไหนจะได้มีกิน เขาคิดค้น squad กับ tribe ขึ้นมา org model ที่บริษัททั่วโลกถ่ายเอกสารต่อๆกันมาจากสไลด์ของ Spotify แล้วต่อมา Spotify เองก็มีข่าวว่าถอยกลับไปเลิกใช้ ทิ้งให้คนเลียนแบบเป็นพันๆบริษัทติดหล่มอยู่ในระบบที่คนคิดค้นมันทิ้งไปแล้ว
แล้วปีละครั้ง เขาก็ทำให้คนทั้งโลกช่วยโฆษณาให้ฟรีๆ Spotify Wrapped เป็นแคมเปญการตลาดแบบหายากที่ลูกค้าผลิต content เอง โพสต์เอง แล้วก็ tag แบรนด์ให้เอง ทั้งหมดนี้เพื่อจะมาค้นพบว่าศิลปินที่ตัวเองฟังมากที่สุดได้เงินจากเราไปเศษหนึ่งส่วนสามของเซนต์ นี่แหละกลของที่นี่ มันชนะ format ทั้งหมด สอนให้คนทั้งโลกฟังเพลงเป็น แล้วก็สร้างเครื่องจักรที่คนรักขึ้นมาเครื่องนึง เพียงแต่มันไม่เคยหาวิธีเก็บเงินไว้ได้มากกว่าเศษเสี้ยว เลยจ่ายศิลปินด้วยเศษสตางค์ แล้วก็ขอให้คนฟังช่วยทำการตลาดให้
Thoughts
-
PermalinkWrapped คือบริษัทเดียวในโลกที่ลูกค้าจ่ายเงินรายเดือน แล้วยังอาสาทำ ad ให้ฟรีปีละครั้ง เพื่อจะได้รู้ว่าศิลปินที่ตัวเองรักได้ไปเศษหนึ่งส่วนสามของเซนต์ 💀
-
Permalinkท่อนวิศวกรซีเนียร์ A/B test ปุ่ม shuffle ทั้ง quarter นี่ฉันอ่านแล้วสะดุ้ง เพราะมันคืองานจริงของคนสาย frontend ในบริษัทที่ growth มันตัน พอ core business ขยับ margin ไม่ได้ ทุกอย่างเลยไหลลงมาที่การจูน interface ทีละมิลลิเมตร มันไม่ใช่ว่าคนทำงานนั้นไร้ฝีมือนะ ตรงข้ามเลย เก่งมากด้วยซ้ำ แต่เก่งมาเพื่อขยับ metric เล็กๆเพราะ metric ใหญ่มันแตะไม่ได้ตั้งแต่โครงสร้างธุรกิจแล้ว
-
Permalinkเสริมตรงตัวเลขที่แกบอกว่าเปิดเป็นแสนครั้งถึงจะพอค่าเช่าบ้าน อันนี้ตรงกับที่ค่ายเล็กกับ Union ศิลปินอิสระเขาออกมาพูดมาหลายปีว่าเรตมันราวๆ 0.003 ถึง 0.005 ดอลลาร์ต่อ stream แล้วแต่ดีลกับประเทศ แต่จะบาลานซ์ให้นิดนึง เงินก้อนที่หายไปส่วนใหญ่ไม่ได้ค้างที่ Spotify มันค้างที่ค่ายต้นทางที่ Spotify จ่ายให้ไปแล้ว เวลาด่าเรื่องศิลปินได้น้อย คนชอบเล็งผิดชั้น ตัวคนกลางได้มาร์จิ้นบางจริง แต่คนถือลิขสิทธิ์ต่างหากที่กินก้อนใหญ่
-
Permalinkเห็นด้วยกับเลขนะแต่จะแย้งกรอบนิดนึง การที่บริษัทเลิกเรียกตัวเองว่า music service มาเป็น audio company มันไม่ใช่แค่คำสวยๆตอนเพลงเลิกทำเงิน มันคือการพยายามย้ายไปทำของที่ตัวเองเป็นเจ้าของได้จริง podcast กับ audiobook อย่างน้อยมันไม่ต้องจ่ายค่าเช่า catalog ให้ค่ายใหญ่ทุก stream ปัญหาคือเขา execute พังเอง เผาเงินกับ deal แพงๆแทนที่จะสร้างของถูกๆที่ทบต้นได้ มันเป็นปัญหา execution มากกว่าปัญหา rebrand
-
Permalinkที่แกเขียนว่ามันเป็นคนขายต่อมาร์จิ้นบางๆที่ยืนคั่นกลางเนี่ยตรงเป๊ะ ปัญหาของบริษัทที่ขายของคนอื่นคือมันไม่มีอำนาจต่อรองกับต้นทาง ค่ายใหญ่สามค่ายถือ catalog ก็เหมือนเจ้ามือ Spotify จ่ายค่าโต๊ะทุกเดือนแล้วหวังว่าคนนั่งโต๊ะจะมากพอ ผมเคยถือหุ้นแบบนี้มาแล้วนะ โตเร็ว ผู้ใช้รักมาก แต่พอดู gross margin ทีไรมันก็สะดุดตรงเดิมทุกไตรมาส คนมักตื่นเต้นกับยอด user จนลืมว่าเงินมันค้างอยู่ที่ใครกันแน่
-
Permalinkส่วน squad กับ tribe ที่แกพูดถึงนี่โดนมาก บริษัทผมก็ลอกมาจากสไลด์ชุดนั้น แล้วพอ Spotify เลิกใช้เองข้างในก็ไม่มีใครกล้าถอย เพราะมัน reorg ทั้งบริษัทไปแล้ว สิ่งที่คนชอบมองข้ามคือ org model มันไม่ได้แก้ปัญหาธุรกิจที่แกเล่าเลยสักนิด ต่อให้จัดทีมสวยแค่ไหน ถ้า margin มันบางเพราะแกไม่ได้เป็นเจ้าของของที่ขาย ก็ไม่มี roadmap ไหนช่วยได้ มันคนละชั้นปัญหากัน
Related discussions
-
เราควรเลิกก๊อปวิธีบริหารของซีอีโอสายเทคแบบไม่คิดได้หรือยัง?
ผมว่าคำแนะนำการบริหารดังๆจากสายเทคหลายอย่างดูฉลาดก็เพราะสภาพแวดล้อมรอบตัวมันต่างหาก ราคาหุ้นที่ขึ้นเรื่อยๆ คนเก่งที่ไปไหนไม่ได้ และ upside จากหุ้น ทำให้การบริหารห่วยๆหลายแบบยังรอดมาได้ องค์กรส่วนใหญ่ไม่มีตัวซับแรงกระแทกพวกนี้ ผมเลยคิดว่าคนเราควรเลิกเอาตำนาน founder มาใช้เป็นคำแนะนำการบริหารได้แล้ว
-
บริษัท tech ได้ประโยชน์จากพนักงานที่ลาออกไม่ได้จริงหรือ?
ผมวนอยู่ในวงการ tech มานานพอจะเห็นแพทเทิร์นที่หลายคนน่าจะเห็นเหมือนกัน บางทีมนิ่งมาก ส่งงานตรงเวลา ทำตามเป้า process สะอาดเป๊ะ แต่ไม่มีใครฆ่าไอเดียแย่ๆในห้องประชุมสักครั้ง ไม่มีใครพูดว่าอันนี้มันสร้างผิดทาง roadmap มีของอยู่ชิ้นนึง หรือหกชิ้น ที่สามคนแอบคุยกันลับๆว่ามันไปไม่รอด แต่มันก็ลอยผ่าน planning ไปเฉยๆ ไม่มีใครเอ่ยอะไร แถมยิ้มให้ด้วยซ้ำ คุณเห็น lead engineer พยักหน้าให้กับอะไรบางอย่าง...
-
จริงไหมที่ไม่มีใครเลือก Oracle แล้ว Oracle เองก็โอเคกับเรื่องนั้น?
Oracle คือแมลงสาบของวงการ enterprise tech ทุกคนเกลียดแต่ทุกคนก็ใช้ คนที่ดูแลมันก็เลิกแกล้งทำเป็นว่ามันเท่ตั้งแต่สมัยรัฐบาล Clinton ตัวสินค้าจริงๆคือการขาย ส่วน database เป็นแค่ตัวประกัน
-
AI กำลังทำให้ผู้บริหารบ้าถึงระดับต้องหาหมอจริงไหม?
ตอนนี้มีแฟนตาซีของผู้บริหารระบาดอยู่อย่างหนึ่ง คือ AI จะมาแทนคนทำงานได้ ถึงมันจะแทนบางส่วนได้จริง แต่ผู้บริหารกลับมีจินตนาการว่าตัวเองทำงานของลูกน้องเองได้ด้วย AI ว่าตัวเองเขียน code เป็น แค่เปิด dashboard ที่มี agent ตั้งชื่อเรียงกันเต็มไปหมด มองดู task ขยับข้ามช่องไปมา สั่งขออัปเดตด้วยน้ำเสียงเจ้านาย แล้วก็ได้ feature ตามใจชอบ มันเหมือนฝัน โดยเฉพาะตอนเอาไอเดียใหญ่ๆของตัวเองยัดเข้าไป แล้ว AI บอกว่า...
-
เส้นแบ่ง hard skill กับ soft skill ทำให้คนแย่ลงทั้งสองอย่างหรือเปล่า?
Hard skill คือความสามารถหรือความรู้เชิงเทคนิคที่วัดได้ เจาะจง และสอนกันได้ ได้มาจากการเรียน การเทรน หรือประสบการณ์ และมักผูกตรงกับงานหรืออุตสาหกรรมหนึ่งๆ ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม graphic design การทำบัญชี การเต้น การวาดภาพ มันมักเป็นแก่นของอาชีพ โดยเฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ส่วน soft skill ส่วนใหญ่นิยามว่าเป็น “คุณสมบัติส่วนตัว ความสามารถในการเข้ากับคน และนิสัยทำนองนั้นที่จะออกมาตอนคุณมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น....
-
ยิ่งจูงใจให้ engineer ใช้ AI ยิ่งได้ผลย้อนกลับไม่ใช่หรือ?
บริษัทจะทำลายเครื่องมือดีๆเกือบทุกอย่างได้ แค่เอา metric ผิดตัวไปแปะกับมัน ในที่ทำงานสิ่งที่สำคัญจริงๆมีอย่างเดียวคือ incentive จะเป็นเงิน สถานะ หรือการเลื่อนตำแหน่งก็ตาม คนทำงานก็ทำตาม incentive ผมกับคุณก็เหมือนกัน แทบทุกคนทำอะไรเพราะมันได้ประโยชน์กับตัวเองหรือคนที่รัก สุดท้ายในที่ทำงานเราเลยลงเอยด้วยการทำสิ่งที่ทำให้เราได้เลื่อนขั้น ได้เงินมากขึ้น ได้ความมั่นคงในงานมากขึ้น เราไม่ใช่เจ้าของบริษัท เราเป็นลูกจ้าง เราดูแลตัวเองก่อน แบบนั้นก็ไม่ผิดอะไร
-
พอซีเนียร์มากพอ สุดท้ายงานส่วนใหญ่ก็แปรไปเป็นงานขายใช่ไหม?
เรื่องที่น่าหงุดหงิดที่สุดอย่างหนึ่งของคำแนะนำเรื่องอาชีพยุคนี้ คือมันชอบบอกให้คนที่เก่งอยู่แล้ว strategic ขึ้น มี influence มากขึ้น หรือซีเนียร์ขึ้น โดยไม่ยอมบอกว่าคำพวกนั้นมันซ่อนอะไรไว้ ส่วนใหญ่สิ่งที่มันซ่อนไว้ก็คือการขาย