สังเกตว่าทุกอันคนที่เสียคือ management ไม่ใช่ IC เลยไม่แปลกว่าทำไมงานนี้ไม่เคยถูกจัดคนทำจริง
เนื้อหาการสนทนา
สิ่งที่เริ่มทำให้หงุดหงิดไม่ใช่การดัน AI เอง tool บางตัวก็มีประโยชน์จริง ตอนนี้ใช้ทุกวันแล้ว ที่หงุดหงิดคือ management สั่งให้ทำงานแบบ AI-first แต่ปล่อยให้ทุก process รอบข้างเป็นศัตรูกับการใช้ AI แบบเต็มที่
คนถูกสั่งให้เอา AI มาใช้ทั้งเขียน code วางแผน research ร่างงาน debug ดึงความรู้ คุมโปรเจกต์ แต่ความรู้เชิงปฏิบัติครึ่งบริษัทก็ยังฝังอยู่ในบทสนทนาที่ไม่มีใครจดกับวัฒนธรรม meeting ที่บวมเกินจำเป็น ถ้าผู้บริหารอยากดัน AI ให้เป็นหัวใจของ productivity จริง สิ่งแรกที่ควรทำคือออกแบบการไหลของข้อมูลใหม่ให้วนรอบระบบที่เครื่องอ่านได้ แต่ที่ทำกันส่วนใหญ่คือสั่งให้วิศวกรพิมพ์ให้ไวขึ้นเฉยๆ
คนที่ดัน AI หนักที่สุดมักเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ติดอยู่กับการ copy โน้ต meeting ออกจาก Google Docs มานั่งพิมพ์ update Jira ใหม่เอง แปลง screenshot กลับเป็น text และนั่งอยู่ใน meeting รายงานสถานะที่มีอยู่แค่เพราะไม่มีใครเชื่อระบบ async มากพอจะวางใจมันได้
สิ่งที่ management อยากได้ดูเหมือนคืออยากเร่งงานด้วย AI ที่ชั้นพนักงาน แต่ไม่ยอมรับผลที่ตามมากับองค์กรจากการออกแบบงานรอบสิ่งที่เครื่องอ่านได้ อยากให้ทีมรับ AI มาใช้ แต่ตัวเองไม่ต้องปรับ
เห็นด้วยกับอาการ แต่ผมว่าคุณวินิจฉัยสาเหตุผิดนิดนึง management ที่ผมนั่งประชุมด้วยส่วนใหญ่ไม่ได้โง่เรื่องนี้ เขารู้ว่า process มันต้านการใช้ AI แต่การไป redesign ทั้ง 1:1 standup documentation มันแตะ political capital ของคนที่ได้ดิบได้ดีจาก meeting แบบเดิม การสั่งให้ IC พิมพ์เร็วขึ้นมันถูกกว่า ปลอดภัยกว่า และวัด velocity ออกมาเป็นสไลด์ได้ทันไตรมาสนี้ มันเป็นปัญหาความกล้าก่อนจะเป็นปัญหา infra