Loading…

การตัดโศกนาฏกรรมออกจากเรื่องเล่าเด็ก คือการพรากวิธีที่เก่าแก่ที่สุดที่สอนให้เขารู้จักความเห็นอกเห็นใจไปหรือเปล่า?

WeAreSigmarsHeirs
สาธารณะ 11 บทสนทนา 17 ความคิด 10 โหวตเห็นด้วย 11 โหวตลง 0 ซีรีส์ 45 การเข้าชม

การตัดโศกนาฏกรรมออกจากเรื่องเล่าไม่ได้ปกป้องคนดู มันแค่ลบหนึ่งในวิธีที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์ใช้ฝึกรับมือกับความกลัว ความสงสาร และความสูญเสีย ในรูปแบบที่เรารอดออกมาได้

In groups

คิด

คิด

tamruat_plot

เรื่องความตายย้อนคืนได้ของ MCU ผมเก็บหลักฐานไว้เป็น spreadsheet จริงๆ มีคอลัมน์ว่าตายตอนไหน กลับมาตอนไหน และใช้ข้ออ้างอะไร ตัวละครตายกลางเรื่องในบรรยากาศเสียสละ ดนตรีพอง ภาพช้า ครบสูตร พอภาคถัดมาขึ้นสถานะว่าไปทำธุระอยู่อีกไทม์ไลน์ ผมมี timestamp ฉากตาย เข

เรื่องความตายย้อนคืนได้ของ MCU ผมเก็บหลักฐานไว้เป็น spreadsheet จริงๆ มีคอลัมน์ว่าตายตอนไหน กลับมาตอนไหน และใช้ข้ออ้างอะไร ตัวละครตายกลางเรื่องในบรรยากาศเสียสละ ดนตรีพอง ภาพช้า ครบสูตร พอภาคถัดมาขึ้นสถานะว่าไปทำธุระอยู่อีกไทม์ไลน์ ผมมี timestamp ฉากตาย เขาไม่มีศพ พอ continuity ต่อรองได้ขนาดนี้ น้ำหนักที่คุณพูดถึงมันก็ระเหยไปตั้งแต่ก่อนเครดิตขึ้น

เนื้อหาการสนทนา

คนกรีกซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านการเล่าเรื่องมีแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า catharsis มันเหมือนกระบวนการอย่างหนึ่งที่ปลุกความสงสารและความกลัวขึ้นในตัวคนดู แล้วเรื่องก็พาพวกเขาไปจนถึงจุดคลี่คลาย สิ่งที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่แค่ความเศร้าที่จดจำได้ แต่เป็นความสามารถที่มากขึ้นในการแบกรับความทุกข์ไว้ได้โดยไม่หนีออกจากมัน ผมคิดว่าคราบที่เหลืออยู่นั้นแหละคือจุดเริ่มต้นหนึ่งของความเห็นอกเห็นใจ

กลไกนี้สำคัญ เพราะความเศร้าเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ประเด็น เรื่องเรื่องหนึ่งทำให้เราเจ็บทางใจได้โดยไม่ได้ทำงานแบบ catharsis เลยก็ได้ catharsis ต้องมีทั้งผลที่ตามมาและการคลี่คลายมาด้วยกัน รวมถึงร่องรอยของโศกนาฏกรรมที่ยังค้างอยู่ บางสิ่งที่เรารักต้องถูกทำให้ตกอยู่ในอันตรายหรือสูญเสียไป แล้วเรื่องต้องพาความสูญเสียนั้นไปจนถึงรูปที่ลงตัว คนดูไม่ได้ถูกกันออกจากความเจ็บ แต่ถูกพาผ่านมันไป

เรื่องเล่าสำหรับเด็กรุ่นเก่าเข้าใจเรื่องนี้ ไม่ว่าจะมีศัพท์เรียกมันหรือไม่ก็ตาม แม่ของ Bambi ตายแล้วมันก็ขับเคลื่อนทั้งเรื่อง Mufasa ร่วงลงไป ตาย และมีผลที่ตามมา Charlotte ตายข้างถุงไข่ของมัน Old Yeller ถูกเด็กที่รักมันยิงทิ้ง Charmander เกือบถูกดับไฟที่หาง เรื่องพวกนี้ทำเครื่องหมายไว้ในวัยเด็กของเรา และทำให้เรารู้สึกถึงความเศร้าความโศกของเหตุการณ์เหล่านั้น เราเอาใจช่วยตัวเอกและรู้สึกถึงความเจ็บของเขา มันหล่อหลอมเราและช่วยให้เราเข้าใจผลที่ตามมาของมัน

Marvel กับ DC อีกแล้ว

ผมเคยบ่นเรื่อง Marvel กับ DC ไว้ในอีกกระทู้แล้ว แต่พวกเขาทำให้การเล่าเรื่องกลายเป็นเรื่องตลก ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าเรื่องของพวกเขาเศร้าไม่พอ แต่อยู่ที่หลายแฟรนไชส์ใหญ่ตัดผลที่ตามมาขั้นสุดท้ายออกไป ทั้งที่ยังคงฉากอารมณ์ไว้ครบ มีความตายก็จริง แต่มันย้อนคืนได้ มีเหตุการณ์พลิกชีวิตก็จริง แต่พวกเขาก็ลดทอนผลของมันลง MCU คือตัวอย่างที่ชัดที่สุด ฉากตายยังถูกเล่นพร้อมดนตรีที่พองขึ้น ใบหน้าโศก และการจัดวางแบบการเสียสละ แต่คนดูเรียนรู้ที่จะสงสัยในความเป็นที่สิ้นสุดของเหตุการณ์ เพราะแฟรนไชส์ย้อนคืนหรือลดน้ำหนักความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอผลที่ตามมากลายเป็นสิ่งที่ต่อรองได้ เส้นเรื่องก็อ่อนลง ไม่มีบทเรียน ไม่มี catharsis ถ้าทำให้ความตายเป็นผลที่เบาขนาดนั้นด้วยการทำให้มันย้อนคืนได้ ถ้าย้อนเวลากลับไปฆ่า Thanos แล้วลองใหม่ได้ คนดูก็ไม่ได้รับน้ำหนักอันหนักอึ้งของโศกนาฏกรรม ไม่ได้เติบโต และที่จริงยังได้ความรู้สึกในจิตใต้สำนึกว่าชีวิตก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากนัก เราไม่ได้กลายเป็นพวกโรคจิตหรอก แต่หลังจากเห็นความตายและโศกนาฏกรรมถูกทำให้เบาขนาดนี้มาหลายปี เราก็ไม่ได้เข้าใจน้ำหนักของมันจริงๆ ความกลัวก่อตัวไม่เต็มที่เพราะความสูญเสียไม่มีโอกาสได้แสดงตัว ความสงสารลงตัวไม่เต็มที่เพราะความโศกไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

null
ตอนผมอายุ 8 ขวบ ผมร้องไห้จนหมดใจกับฉากนี้ จนถึงทุกวันนี้ ผมยังเห็นหมาเศร้าไม่ได้เลยโดยไม่นึกถึง Pokemon ขึ้นมา
  1. Aristotle, Poetics บทที่ 6 ความหมายที่แท้จริงของ catharsis ยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงวิชาการคลาสสิก แต่ประเด็นหลักตรงนี้คือเรื่องของหน้าที่ โศกนาฏกรรมถูกเข้าใจว่าทำบางอย่างกับคนดู ไม่ใช่แค่ให้ความบันเทิงเฉยๆ

  2. รูปแบบความตายที่ย้อนคืนได้หรือไม่แน่นอนของ MCU รวมถึงตัวละครอย่าง Loki, Vision และ Gamora ในหลายรูปแบบ ฝึกให้คนดูลดทอนความเป็นที่สิ้นสุดที่เห็นตรงหน้า ข้อโต้แย้งตรงนี้เป็นเรื่องเชิงโครงสร้างและไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวอย่างใดตัวอย่างหนึ่ง

Thoughts

  • khithueng_rannet

    เรื่องเด็กยุคก่อนกล้าฆ่าตัวละครจริงนะ Old Yeller นี่คือ trauma แห่งชาติที่ฉายในร้านเน็ตหัวมุมซอยแล้วเด็กทั้งร้านเงียบกริบ สมัยนี้กลัวเด็กเสียใจจนตัวร้ายยังได้ arc ไถ่บาปก่อนหนังจบทุกเรื่อง

    Permalink
  • tamruat_plot

    เรื่องความตายย้อนคืนได้ของ MCU ผมเก็บหลักฐานไว้เป็น spreadsheet จริงๆ มีคอลัมน์ว่าตายตอนไหน กลับมาตอนไหน และใช้ข้ออ้างอะไร ตัวละครตายกลางเรื่องในบรรยากาศเสียสละ ดนตรีพอง ภาพช้า ครบสูตร พอภาคถัดมาขึ้นสถานะว่าไปทำธุระอยู่อีกไทม์ไลน์ ผมมี timestamp ฉากตาย เขาไม่มีศพ พอ continuity ต่อรองได้ขนาดนี้ น้ำหนักที่คุณพูดถึงมันก็ระเหยไปตั้งแต่ก่อนเครดิตขึ้น

    Permalink
  • fan_mystery_box

    คุณดูไม่เข้าใจเองนะ ความตายที่ย้อนคืนได้ไม่ใช่การลดน้ำหนัก มันคือคำถามปลายเปิดที่คนเขียนไว้ใจให้คุณนั่งอยู่กับมันต่ออีกสามภาค ที่คุณเรียกว่าไม่มีผลที่ตามมา ผมเรียกว่า setup ระยะยาว เดี๋ยวมันจะ payoff ตอน finale ที่คุณยังไม่ได้ดู แล้วคุณจะกลับมาขอโทษกระทู้นี้

    Permalink
  • thang_sai_klang

    ข้อที่คุณวางไว้แข็งแรงคือเรื่องเล่าฝึกให้เราแบกความทุกข์ได้โดยไม่หนีจากมัน อันนี้ตรงกับที่พุทธเรียกว่าการอยู่กับทุกข์โดยไม่ปฏิเสธมัน ที่ผมอยากถ่วงน้ำหนักนิดคือ catharsis กับการเจริญสติมันคนละทาง catharsis พาอารมณ์ขึ้นสูงแล้วระบายออกให้โล่ง ส่วนการภาวนาฝึกให้เห็นความเศร้าเกิดดับโดยไม่ต้องปั้นมันให้ใหญ่ก่อน เรื่องเล่าที่ดีอาจสอนได้ทั้งสองอย่าง แต่ไม่ใช่อย่างเดียวกัน

    Permalink
  • fuek_stoic

    ส่วนที่คุณเรียกว่าคราบที่เหลืออยู่ผมว่าตรงเป๊ะกับสิ่งที่สโตอิกเรียกว่า premeditatio malorum คือการซ้อมคิดถึงความสูญเสียล่วงหน้า เรื่องโศกที่ดีทำหน้าที่เดียวกันแต่ทำให้เด็กโดยไม่ต้องบรรยายเป็นทฤษฎี มันให้เด็กแบกความตายของตัวละครที่รักไว้ในใจสักรอบ แล้ววันที่เจอของจริงใจมันไม่ได้เจอครั้งแรกแบบมือเปล่า จุดที่ผมเห็นต่างนิดเดียวคือไม่ใช่ความเศร้าที่สอน แต่คือผลที่ตามมาที่กลับไม่ได้ต่างหากที่สอน ตรงนี้คุณก็พูดไว้แล้วในย่อหน้าเรื่อง catharsis

    Permalink
  • khwamhen_phet

    ถามจริงนะ เราแยกออกไหมว่าปัญหาคือความตายย้อนคืนได้ หรือคือเรารู้ตั้งแต่ซื้อตั๋วแล้วว่านักแสดงต่อสัญญาอีกห้าภาค เด็กแปดขวบที่ดู Charmander มันไม่ได้เปิด box office ดูว่าใครเซ็นสัญญาต่อ มันเลยเชื่อ ส่วนเราโตเกินจะเชื่ออะไรที่มีภาคต่อขายของอยู่

    Permalink

Related discussions