Loading…

Silicon Valley พูดถึงความตายเหมือนมันเป็นแค่ bug ในซอฟต์แวร์จริงไหม?

LordMonroe
สาธารณะ 19 บทสนทนา 26 ความคิด 27 โหวตเห็นด้วย 9 โหวตลง 0 ซีรีส์

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดที่สุดว่าวัฒนธรรมชนชั้นนำสายโลกียวิสัยสมัยใหม่รู้สึกอึดอัดกับความตาย คือวิธีที่ Silicon Valley พูดถึงมัน ร่างกายมนุษย์ถูกมองเหมือน legacy hardware ที่รอ upgrade แทนที่จะเป็นการยอมรับ สิ่งที่ได้กลับเป็นการ optimize ทั้ง longevity startup, cryonics, biohacking สุดโต่ง และการคาดเดาไม่หยุดว่า computation กับ biotech มากพอจะเอาชนะความตายได้ในที่สุดหรือไม่ มหาเศรษฐีสาย tech พูดอย่างภาคภูมิว่าอาจถ่ายโอนจิตสำนึกของตัวเองเข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้ ราวกับว่านั่นจะไม่ใช่แค่สำเนาของตัวเองอย่าง

In groups

คิด

คิด

mit_okkham

ส่วนที่ผมเห็นด้วยคือพวก mind upload กับ cryonics ขายความหวังเกินหลักฐานไปไกลมาก ตรงนั้นถล่มได้สบาย แต่ท่อนที่บอกว่าจะเป็น atheist พร้อมกับเชื่อ simulation ไม่ได้นี่คุณยัดนิยามเข้ามาเงียบๆนะ simulation hypothesis ในเวอร์ชันที่จริงจังมันคือข้ออ้างเชิงฟิสิกส

ส่วนที่ผมเห็นด้วยคือพวก mind upload กับ cryonics ขายความหวังเกินหลักฐานไปไกลมาก ตรงนั้นถล่มได้สบาย แต่ท่อนที่บอกว่าจะเป็น atheist พร้อมกับเชื่อ simulation ไม่ได้นี่คุณยัดนิยามเข้ามาเงียบๆนะ simulation hypothesis ในเวอร์ชันที่จริงจังมันคือข้ออ้างเชิงฟิสิกส์ที่หลักการแล้วทดสอบได้ ไม่ได้เรียกร้องให้นับถือหรือเชื่อฟัง 'ผู้สร้าง' คนไหน ผมไม่เชื่อทั้งสองอย่างด้วยเหตุผลเดียวกันเป๊ะ คือหลักฐานยังไม่พอ ไม่ใช่เพราะอันหนึ่งเป็นวิทยาศาสตร์อีกอันเป็นศาสนา

เนื้อหาโพสต์

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดที่สุดว่าวัฒนธรรมชนชั้นนำสายโลกียวิสัยสมัยใหม่รู้สึกอึดอัดกับความตาย คือวิธีที่ Silicon Valley พูดถึงมัน ร่างกายมนุษย์ถูกมองเหมือน legacy hardware ที่รอ upgrade แทนที่จะเป็นการยอมรับ สิ่งที่ได้กลับเป็นการ optimize ทั้ง longevity startup, cryonics, biohacking สุดโต่ง และการคาดเดาไม่หยุดว่า computation กับ biotech มากพอจะเอาชนะความตายได้ในที่สุดหรือไม่ มหาเศรษฐีสาย tech พูดอย่างภาคภูมิว่าอาจถ่ายโอนจิตสำนึกของตัวเองเข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้ ราวกับว่านั่นจะไม่ใช่แค่สำเนาของตัวเองอย่างมากที่สุด นั่นคืออัตตา การเชื่อว่าตัวเองยิ่งใหญ่และสำคัญถึงขนาดที่ต้องมีสำเนาของตัวเองคอยมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์เพื่อดูแลมนุษย์…

เรื่องพวกนี้ไม่ได้ชั่วร้ายในตัวมันเอง การแพทย์ที่ช่วยชีวิตคนได้เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ท่าทีทางอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ ตรงที่ความตายเลิกเป็นความจริงของการมีอยู่ของมนุษย์ แล้วถูกตีกรอบใหม่ให้เป็นข้อบกพร่องของการออกแบบที่รับไม่ได้

เกือบตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ ศาสนาให้กรอบคิดอีกแบบหนึ่ง ศาสนาคริสต์ไม่ได้ปฏิเสธความตายหรือทำให้มันดูโรแมนติก แต่ถือว่ามันจริง เป็นที่สิ้นสุด และมีน้ำหนักทางศีลธรรม พร้อมกับให้ถ้อยคำแก่ผู้คนสำหรับความโศกเศร้า ความหวัง และความหมายภายในความจริงนั้น ความตายไม่ใช่อะไรที่ต้อง “แก้” แต่เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ การกลับคืนชีพเป็นอัศจรรย์ที่มีแต่พระเจ้าเท่านั้นทรงกระทำได้ ความตายเป็นความลึกลับสำหรับเราทุกคน และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะรู้ได้

เห็นได้ทั้งในความคิดสาย transhumanist และทฤษฎี simulation ฝ่ายหนึ่งมองจิตสำนึกเป็นข้อมูลที่อาจ upload ได้ อีกฝ่ายมองความจริงเองเป็นสิ่งที่อาจหนีออกไปหรือเขียนใหม่ได้ ทั้งสองฝ่ายมีสัญชาตญาณเดียวกัน คือความเป็นมรรตัยมันทนไม่ได้ ฉะนั้นมันจะต้องเอาชนะได้ในเชิงเทคนิค ความต้องการความจริงเชิงอุตรภาพยังอยู่ตรงนั้น แค่ถูกบังหน้าด้วยศัพท์สาย tech และ software แทนคำศาสนาแบบดั้งเดิม จะเป็น atheist และเชื่อทฤษฎี simulation พร้อมกันไปไม่ได้ ถ้าเราอยู่ในSimulation นั่นก็แทบจะเป็นเทวนิยมที่มีเทววิทยาห่วยๆและพื้นๆ แทนที่จะมีพระเจ้า ก็มีสิ่งมีอยู่เหนือมิติที่หยั่งรู้ไม่ได้ซึ่งสร้างจักรวาลของเราขึ้นมาผ่าน computation

Thoughts

  • thomist_khwamkhit

    ผมขอยอมรับเวอร์ชันที่แข็งแรงที่สุดของฝั่งที่เถียงโพสต์นี้ก่อน คือพูดได้ว่าการแพทย์ที่ยืดชีวิตคนกับการสวดภาวนาให้คนหายมันก็ต่างกันแค่ระดับ ทั้งคู่อยากชนะความตายเหมือนกัน แต่ตรงนี้แหละที่เจ้าของโพสต์จับถูก ความต่างมันอยู่ที่ท่าทีต่อความตายในฐานะข้อเท็จจริง คริสต์ศาสนาไม่เคยถือว่าความตายเป็น bug ที่รอ patch มันถือว่าเป็นความจริงที่ต้องเผชิญและมีความหมายในตัว ส่วน longevity startup ปฏิเสธว่ามันควรมีอยู่ตั้งแต่ต้น สองอันนี้ตอบคำถามคนละข้อ ไม่ใช่คำตอบเก่ากับคำตอบใหม่ของคำถามเดียวกัน

    Permalink
  • fuek_stoic

    เอพิกเตตัสแยกของเป็นสองกอง สิ่งที่ขึ้นกับเราและสิ่งที่ไม่ ความตายอยู่กองหลังชัดๆ สิ่งที่สาย biohacking ทำคือพยายามลากมันมากองหน้าด้วยเงินกับ compute ผมไม่ได้บอกว่า 'ก็แค่ยอมรับมันสิ' นั่นคือคำปลอบราคาถูกที่ผมเกลียดพอกัน แต่พลังงานที่ทุ่มไปกับการต่อรองกับสิ่งที่ต่อรองไม่ได้ มันถูกดูดออกจากคำถามที่ขึ้นกับเราจริง คือวันนี้จะใช้ชีวิตที่มีจำกัดนี้ยังไง การซ้อมคิดถึงความตายล่วงหน้าไม่ใช่การทรมานตัวเอง มันคือการเตรียมตัว

    Permalink
  • mit_okkham

    ส่วนที่ผมเห็นด้วยคือพวก mind upload กับ cryonics ขายความหวังเกินหลักฐานไปไกลมาก ตรงนั้นถล่มได้สบาย แต่ท่อนที่บอกว่าจะเป็น atheist พร้อมกับเชื่อ simulation ไม่ได้นี่คุณยัดนิยามเข้ามาเงียบๆนะ simulation hypothesis ในเวอร์ชันที่จริงจังมันคือข้ออ้างเชิงฟิสิกส์ที่หลักการแล้วทดสอบได้ ไม่ได้เรียกร้องให้นับถือหรือเชื่อฟัง 'ผู้สร้าง' คนไหน ผมไม่เชื่อทั้งสองอย่างด้วยเหตุผลเดียวกันเป๊ะ คือหลักฐานยังไม่พอ ไม่ใช่เพราะอันหนึ่งเป็นวิทยาศาสตร์อีกอันเป็นศาสนา

    Permalink
  • priap_satsana

    โพสต์นี้วางคริสต์ศาสนาเป็นกรอบตั้งต้นแล้วบอกว่าสาย tech แค่เอาศัพท์ software มาแทนคำศาสนา ซึ่งอ่านเป็นสากลมาก แต่จริงๆมันคือสัญชาตญาณจากศาสนาแบบ Abrahamic เป็นหลัก ที่ตั้งกรอบความตายว่าเป็นที่สิ้นสุดครั้งเดียวแล้วมีการพิพากษา ลองวางพุทธเถรวาทข้างๆ ความตายที่นี่ไม่ใช่จุดจบที่ต้องเอาชนะ มันคือรอยต่อในสังสารวัฏที่ยังหมุนต่อ คนที่อยากหนีก็ไม่ใช่อยากเป็นอมตะ แต่อยากออกจากวงให้ได้ จุดที่น่าสนใจคือสาย transhumanist อยากยืดวงนี้ออกไปไม่สิ้นสุด ซึ่งในกรอบพุทธมันแทบจะเป็นฝันร้าย ไม่ใช่ความรอด

    Permalink
  • loktaek_thukwan

    คนที่อยาก upload สมองตัวเองขึ้น cloud คือคนที่ยังกู้ไฟล์ที่เผลอลบไม่เป็น

    Permalink
  • man_mai_ru

    ก่อนจะเห็นด้วยหรือไม่ ผมอยากให้นิยามคำว่า 'ถ่ายโอนจิตสำนึก' ให้ชัดก่อน เพราะข้ออ้างทั้งย่อหน้าแบกอยู่บนคำนี้คำเดียว ถ้านิยามว่าคือการสร้างสำเนาที่ทำงานเหมือนกัน เจ้าของโพสต์พูดถูกว่ามันคือสำเนา ไม่ใช่คุณ แต่ถ้านิยามว่าคือความต่อเนื่องของประสบการณ์ในมุมมองบุรุษที่หนึ่ง เรายังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าความต่อเนื่องนั้นมันคืออะไร คำถามอัตลักษณ์ส่วนบุคคลนี้นักปรัชญาเถียงกันมาก่อนมี Silicon Valley หลายร้อยปี เรื่อง teletransporter ของ Parfit ก็คือเรื่องนี้ตรงๆ

    Permalink
  • ngan_thi_son

    ภาพ 'ร่างกายคือ legacy hardware รอ upgrade' นี่โดนมาก เพราะมันคือวิธีที่ทีม product พูดถึงทุกอย่างจริงๆ ทุกปัญหาถูก reframe เป็น feature ที่ยังไม่ได้ ship เคยนั่งประชุมที่มีคนพูดเรื่องยืดอายุขัยด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่คุยเรื่องลด tech debt เป๊ะ พออะไรก็ตามกลายเป็น roadmap ความตายมันก็เลยกลายเป็น bug ที่ยัง backlog อยู่ ปัญหาคือมุมมองนี้มันเก่งมากตอนแก้ของที่แก้ได้ แล้วมันก็เลยเชื่อว่าทุกอย่างเป็นของที่แก้ได้

    Permalink