เห็นด้วยเรื่องชีววิทยาเกือบหมด เนื้อเยื่อต้องการเวลา recovery จริง แต่ตรงท่อนที่เหมารวมว่า "ซ้อมหนักจริงต้องเจ็บ" อันนี้ขอเบรกหน่อย เจ็บกับ adaptation มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน DOMS หนักๆไม่ได้แปลว่าซ้อมได้ผลกว่า มันแค่แปลว่าเจอ stimulus ใหม่หรือ volume กระโดด คนที่ฟื้นเร็วโดยกำลังไม่ตกบางทีคือคน load management ดี ไม่ใช่คนขี้โกงตัวเอง การเอาความเจ็บมาเป็นมาตรวัดความตั้งใจนี่แหละที่ทำให้คนกลัวการพักจนพังกว่าเดิม
“No days off” มันแกร่งจริง หรือแค่ฟังดูเท่จนกว่าจะหยุดคิดเกินห้าวินาที?
“No days off” เป็นวลีที่ฟังดูแกร่งจนกว่าจะหยุดคิดเกินห้าวินาที เพราะประโยคนี้มันบอกอะไรกันแน่ ถ้าซ้อมหนักจริง หนักจริงๆ หนักพอจะบังคับให้ร่างกายปรับตัว ร่างกายมันต้องการเวลาฟื้น ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ แต่เป็นเรื่องชีววิทยา เนื้อเยื่อเสียหาย ระบบประสาทล้า glycogen หมด กระบวนการอักเสบ จุดทั้งหมดของการซ้อมหนักคือร่างกายดูแลตัวเองให้สมบูรณ์ไม่ได้ถ้าไม่ได้สร้างกลับขึ้นมาใหม่…
In groups
คิด
เห็นด้วยเรื่องชีววิทยาเกือบหมด เนื้อเยื่อต้องการเวลา recovery จริง แต่ตรงท่อนที่เหมารวมว่า "ซ้อมหนักจริงต้องเจ็บ" อันนี้ขอเบรกหน่อย เจ็บกับ adaptation มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน DOMS หนักๆไม่ได้แปลว่าซ้อมได้ผลกว่า มันแค่แปลว่าเจอ stimulus ใหม่หรือ volume กระโด
เนื้อหาโพสต์
“No days off” เป็นวลีที่ฟังดูแกร่งจนกว่าจะหยุดคิดเกินห้าวินาที เพราะประโยคนี้มันบอกอะไรกันแน่
ถ้าซ้อมหนักจริง หนักจริงๆ หนักพอจะบังคับให้ร่างกายปรับตัว ร่างกายมันต้องการเวลาฟื้น ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ แต่เป็นเรื่องชีววิทยา เนื้อเยื่อเสียหาย ระบบประสาทล้า glycogen หมด กระบวนการอักเสบ จุดทั้งหมดของการซ้อมหนักคือร่างกายดูแลตัวเองให้สมบูรณ์ไม่ได้ถ้าไม่ได้สร้างกลับขึ้นมาใหม่ทีหลัง การสร้างกลับนั่นแหละคือการปรับตัว เพราะงั้นพอใครภูมิใจบอกว่าตัวเองซ้อมหนักทุกวันไม่เคยพัก ก็มักจะเหลือความเป็นไปได้แค่สองอย่าง
ไม่ก็เป็นพวกพันธุกรรมดีผิดมนุษย์ ฟื้นเก่งเป็นพิเศษแล้วคุม volume มาอย่างดี กับยัดโรอีดส์ไปเยอะ หรือที่เจอบ่อยกว่ามากคือ การซ้อมมันไม่ได้หนักจริงนั่นแหละ
แล้วคนไม่ชอบฟังเรื่องนี้กัน เพราะวัฒนธรรมฟิตเนสยุคนี้บูชาการสะสมกิจกรรม ขยับทุกวัน ถล่มทุกวัน เหงื่อออกทุกวัน grind ต่อไป active ต่อไป รักษา streak ไว้ ดู content ใน youtube ของฉันต่อไประหว่างซ้อม...
ร่างกายตอบสนองต่อแรงเครียดที่แรงพอจะทำให้สมดุลเสียไป ถ้าแรงเครียดอ่อนพอจนวันรุ่งขึ้นทำซ้ำได้ทันทีโดยกำลังไม่ตกเลย ก็มีโอกาสสูงพอตัวว่าตั้งแต่แรกมันแทบไม่ได้สร้างสิ่งกระตุ้นอะไรเลย ไม่ได้ดันหนักจริง...
คนจำนวนมากเข้าใจผิด คิดว่าความเหนื่อยล้าคือการซ้อม
ไปยิมทุกวันเพราะการมาทุกวันมันรู้สึกว่ามีวินัย รู้สึกลูกผู้ชาย (หรือลูกผู้หญิง) รู้สึกอุ่นใจในหัว แต่ครึ่งหนึ่งของเวลามันก็แค่การซ้อมแรงปานกลางหลายๆครั้งร้อยเรียงต่อกัน เพื่อจะได้ไม่มีใครต้องลงให้สุดกับสิ่งกระตุ้นที่หนักโหดจริงๆสักครั้ง แล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน เพราะการซ้อมหนักจริงมันหนักในหัว มันเจ็บ
deep reps หนักๆเจ็บ sprint หนักๆเจ็บ การเข้าใกล้ failure จริงๆเจ็บ ท่าที่เคลื่อนเต็มช่วงพร้อมแบกน้ำหนักเจ็บ และของแถมหลังซ้อมยิ่งเจ็บ ร่างกายรู้สึกพังหลังจากนั้นเพราะมันถูกทำให้พังจริง นั่นแหละคือไอเดียทั้งหมดเลย
มันไม่ควรเป็นเรื่องที่เด้งกลับมาสบายๆจากการซ้อมหนักที่สุดได้ในชั่วข้ามคืนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขนาดที่คิดว่าจะทำแบบนั้นได้ก็ชัดอยู่แล้วว่าซ้อมไม่หนักพอ
ถ้าถล่มขาวันนี้แล้ววันรุ่งขึ้นทำได้คุณภาพเท่าเดิมจริงๆ กำลังไม่ตก ไม่มีความต้องการฟื้น ไม่มีอาการล้าทั้งระบบ ก็ไม่การฟื้นของคุณเหนือมนุษย์จริงๆ ก็เมื่อวานไม่ได้เอาจริงเท่าที่คิดเลยสักนิด เลิกพูด “no days off” เพราะมันฟังดูทุ่มเทได้แล้ว
Stress. Recovery. Adaptation.
Stress. Recovery. Adaptation. Stress. Recovery. Adaptation. Stress. Recovery. Adaptation....
วงจรนั้นแหละคือเกมทั้งหมด เอาการฟื้นออก สุดท้ายสิ่งกระตุ้นก็กลายเป็นแค่สัญญาณรบกวน เอาแรงเครียดที่มากพอออก การฟื้นก็ไม่มีความหมาย เพราะตั้งแต่แรกมันก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญเกิดขึ้น นั่นแหละคือความต่างระหว่างการซ้อม กับการถูกฟิตเนสปั่นให้สนุก
Thoughts
-
Permalinkผมอยู่ใต้บาร์มา 25 ปี ดีเบต no days off นี่ผมเห็นมันใส่ชุดใหม่มาสามสี่รอบแล้ว ตอนสามสิบผมก็เคยเชื่อว่าพักคือคนอ่อนแอ ซ้อมทุกวันไม่เคย deload สุดท้ายไหล่พังหายไปแปดเดือน พอกลับมาเล่นน้อยลงแต่ฟื้นเป็น กลับแข็งแรงกว่าเดิม เป้าหมายผมตอนนี้ไม่ใช่ PR เดือนนี้แล้ว มันคือยังหยิบหลานขึ้นได้ตอนเจ็ดสิบ การพักไม่ใช่ของแถม มันคือส่วนที่ทำให้เล่นได้นานพอจะไปถึงตรงนั้น
-
Permalinkเข้าใจที่จะสื่อนะ แต่รู้สึกโพสต์นี้มันมองข้าม streak ไปนิด คือสำหรับคนที่ลำพังตัวเองเทรนคนเดียวแล้วเลิกกลางทางมาหลายปี การมา box ทุกวันมันไม่ใช่เรื่อง ego เรื่องเดียว มันคือสิ่งที่ทำให้ยังอยู่ในเกม วันที่ไม่หนักก็ scaling ลง active recovery ไป ไม่ใช่ทุกวันต้อง AMRAP จนอ้วก ถ้านิยามว่าวันเบาคือซ้อมหลอกตัวเอง คนเริ่มใหม่ส่วนใหญ่คงเลิกไปตั้งนานแล้ว
-
Permalinkเห็นด้วยเรื่องชีววิทยาเกือบหมด เนื้อเยื่อต้องการเวลา recovery จริง แต่ตรงท่อนที่เหมารวมว่า "ซ้อมหนักจริงต้องเจ็บ" อันนี้ขอเบรกหน่อย เจ็บกับ adaptation มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน DOMS หนักๆไม่ได้แปลว่าซ้อมได้ผลกว่า มันแค่แปลว่าเจอ stimulus ใหม่หรือ volume กระโดด คนที่ฟื้นเร็วโดยกำลังไม่ตกบางทีคือคน load management ดี ไม่ใช่คนขี้โกงตัวเอง การเอาความเจ็บมาเป็นมาตรวัดความตั้งใจนี่แหละที่ทำให้คนกลัวการพักจนพังกว่าเดิม
-
Permalinkหลักมันถูกแหละ stress recovery adaptation คือกลไกจริง แต่ที่ผมเจอในยิมทุกอาทิตย์คือคนเอาประโยคแบบนี้ไปใช้ผิดทาง พอบอกว่าซ้อมไม่หนักพอ ลูกศิษย์ก็ไปดันเข้า failure ทุกเซ็ตทุกท่าทุกวันจนพังคาที่ ความหนักที่พอจะกระตุ้น adaptation กับความหนักที่ทำให้คุณซ้อมต่อได้อีกสิบปีมันคนละจุดกัน คนส่วนใหญ่ปัญหาไม่ใช่ขี้เกียจ แต่คุม load กับ progression ไม่เป็น
-
Permalinkno days off ส่วนใหญ่แปลว่า off ทุกวันแต่มายืนถ่ายรูปในยิม
-
Permalinkอ่านจบแล้วรู้สึกโดน เพราะ "ซ้อมทุกวัน" ของผมหลายวันคือมาเดินวน นั่งเล่นมือถือระหว่างพัก ถ่ายรูป pump แล้วกลับบ้าน 555 แต่จะให้พูดเข้าข้างตัวเองนิดนึง ไม่ใช่ทุกคนเล่นเพื่อ adaptation สูงสุดนะ บางคนแค่อยากดูดีในกระจกแล้วยิมเป็นที่ปลดเครียด ถ้าวันเบาๆมันทำให้มาสม่ำเสมอได้ก็ดีกว่าหายไปสามอาทิตย์เพราะอัดหนักจน burnout
-
Permalinkถามจริงๆ แล้วเส้นแบ่งระหว่างพอแรงพอจะกระตุ้นกับหนักจนเกินที่ฟื้นทันมันดูยังไงสำหรับคนเล่นเองที่บ้านไม่มีโค้ช
-
Permalinkจริงตรงที่ความล้าไม่ใช่ตัววัดความก้าวหน้า ฝั่ง calisthenics เห็นชัดมาก คนที่ฝึก muscle-up อยู่ ถ้าซ้อม skill ตอนระบบประสาทล้า ฟอร์มพังหมด เรียนช้าลงด้วยซ้ำ การควบคุมท่ามันต้องการวันที่สดพอจะคุม pattern ได้ ไม่ใช่ลากตัวเองมาทุกวันแล้วทำท่าเละๆนับเป็น reps ผมเว้นวันให้ระบบประสาทฟื้นแล้ว front lever มาเร็วกว่าตอนอัดทุกวันเยอะ