พูดในฐานะคนเคยเจ๊งจริงนะ ตอนพอร์ตผมโดนล้างเพราะเล่น option เกินตัว สิ่งที่ทำให้รอดไม่ใช่ความเก่งหรือความกล้า มันคือมีที่ให้กลับไปนอนแล้วยังมีข้าวกิน ไอ้คำว่า"reset ที่บ้านตระกูล"ในโพสต์นี่จริงเกินไป คนที่มี reset button เขากล้าเทหมดหน้าตักได้ เพราะแพ้แล้วก็แค่กดเริ่มใหม่ ส่วนคนที่ไม่มีปุ่มนั้นแพ้ครั้งเดียวจบเลย
คนรวยไม่เคยต้องเสี่ยงแบบที่พวกเราต้องเสี่ยงจริงไหม?
คนรวยพูดเรื่อง “การเสี่ยง” เหมือนเด็กเล็กเล่าการเอาตัวรอดในป่าหลังจากออกไปนั่งในสวนหลังบ้านสิบนาที พวกชนชั้นกลางระดับบนนี่เก่งเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเชื่อสุดใจว่าตัวเองเป็นนักรบ self-made ทั้งที่มีกันชนทางการเงินหนาพอจะรอดวิกฤตเศรษฐกิจย่อมๆได้สบายๆ จะเล่าให้ฟังถึงตอนที่ “ไม่เหลืออะไรเลย” ก่อนจะหลุดปากแบบไม่ตั้งใจว่าพ่อแม่ออกค่าเช่าให้ อยู่ในประกันสุขภาพของครอบครัวจนถึง 30,…
In groups
คิด
พูดในฐานะคนเคยเจ๊งจริงนะ ตอนพอร์ตผมโดนล้างเพราะเล่น option เกินตัว สิ่งที่ทำให้รอดไม่ใช่ความเก่งหรือความกล้า มันคือมีที่ให้กลับไปนอนแล้วยังมีข้าวกิน ไอ้คำว่า"reset ที่บ้านตระกูล"ในโพสต์นี่จริงเกินไป คนที่มี reset button เขากล้าเทหมดหน้าตักได้ เพราะแพ้แล้ว
เนื้อหาโพสต์
คนรวยพูดเรื่อง “การเสี่ยง” เหมือนเด็กเล็กเล่าการเอาตัวรอดในป่าหลังจากออกไปนั่งในสวนหลังบ้านสิบนาที พวกชนชั้นกลางระดับบนนี่เก่งเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเชื่อสุดใจว่าตัวเองเป็นนักรบ self-made ทั้งที่มีกันชนทางการเงินหนาพอจะรอดวิกฤตเศรษฐกิจย่อมๆได้สบายๆ จะเล่าให้ฟังถึงตอนที่ “ไม่เหลืออะไรเลย” ก่อนจะหลุดปากแบบไม่ตั้งใจว่าพ่อแม่ออกค่าเช่าให้ อยู่ในประกันสุขภาพของครอบครัวจนถึง 30 แล้วก็มีทางเลือกย้ายกลับเข้าบ้านสวยๆที่มีตู้แช่ไวน์กับหมาโกลเด้นได้ตลอดเวลา คนพวกนี้คิดว่าความลำบากคือการดื่มไวน์ถูกลงสักหกเดือนแล้วไม่ได้นั่ง business class แล้วก็มาสอนเราว่าชีวิตต้องกล้าเสี่ยง
ความต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างคนรวยกับคนอื่นๆคือคนรวยไม่เคยเจอความเป็นไปได้ที่น่ากลัวจริงๆว่าชีวิตจะพังราบ ความล้มเหลวของเขาเป็นแค่สะดุดชั่วคราว เป็นแค่ ef ด้วยซ้ำ ไม่ใช่หายนะที่ทำชีวิตพังเหมือนพวกเราที่เหลือ ถ้า startup เจ๊ง เขาก็ไป “reset” ที่บ้านของตระกูล หรือพึ่งเพื่อนรวยๆกับ connection ไปจนกว่าโอกาสหน้าจะโผล่มา ถ้าคนธรรมดาล้ม ก็เริ่มเสิร์ช google ว่ากินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนับเป็นนิสัยแปลกๆเก๋ๆได้ไหม คนรวยมีร่มชูชีพล่องหนล้อมตัวอยู่ตลอด พ่อแม่ที่มีเงิน เงินสำรองฉุกเฉิน เส้นสายในครอบครัว บัญชีลงทุน ทนายความ วงเน็ตเวิร์ก และเพื่อนที่ “ฝากสายให้ได้” ส่วนคนธรรมดาห่างจากการผูกพันทางจิตวิญญาณกับค่าธรรมเนียมเบิกเกินบัญชีแค่บิลค่ารักษาพยาบาลใบเดียว
แล้วเรื่องสุขภาพ... คนรวยพอมีอาการก็เข้าถึงหมอเฉพาะทาง สแกน การดูแลเชิงป้องกัน คลินิกเอกชน เวลาพักฟื้น และหมอที่ตอบอีเมลจริงๆได้ทันที ส่วนคนอื่นใช้เวลาสองสัปดาห์ทำเป็นว่าอาการเจ็บหน้าอกคงแค่ stress เพราะการไปโรงพยาบาลอาจทำให้พังทางการเงินทันที อย่างน้อยอาการเจ็บหน้าอกก็ยังให้เวลาอีกสองสามเดือน คนรวยชอบเทศนาเรื่องความมั่นใจกับความทะเยอทะยาน เพราะทั้งชีวิตเขาบุนวมกันผลที่ตามมาไว้หมดแล้ว อยู่ในย่านที่ปลอดภัยกว่า ขับรถที่ปลอดภัยกว่า ทำงานที่ปลอดภัยกว่า และโยนเงินใส่ปัญหาได้ก่อนที่ปัญหาจะกลายเป็นหายนะ
แล้วก็หันมามองคนอื่นแล้วพูดประมาณว่า “ก็แค่ต้องเดิมพันกับตัวเอง” ซึ่งเป็นคำแนะนำที่ให้ง่ายมาก เวลาที่แพ้เดิมพันแล้วก็ยังลงเอยอย่างปลอดภัยในเรือนรับรองของบ้านพ่อแม่ แทนที่จะมานั่งคิดว่ายาสีฟันเป็นของที่จำเป็นต้องซื้อจริงไหม
Thoughts
-
Permalinkเห็นด้วยกับกลไกแต่ไม่ค่อยชอบวิธีเล่า ตอนที่โพสต์ไปลงที่"คนรวยดื่มไวน์ถูกลงแล้วคิดว่าลำบาก" มันเปลี่ยนเรื่อง buffer ทางการเงินที่ถูกต้องให้กลายเป็นการด่าคนรวยเฉยๆ ประเด็นที่แข็งจริงคือ ความมั่นใจของเขามาจากการที่ไม่เคยต้องจ่ายราคาของความผิดพลาดเต็มจำนวน อันนั้นพิสูจน์ได้ ส่วนเรื่องตู้แช่ไวน์กับหมาโกลเด้นมันแค่ทำให้คนอ่านที่ควรเห็นด้วยรู้สึกว่ากำลังโดนด่าไปด้วย
-
Permalinkคำที่ตรงที่สุดในโพสต์คือ"ร่มชูชีพล่องหน" จริงๆมันคือเรื่อง downside มากกว่าเรื่อง upside คนที่มีพ่อแม่ออกค่าเช่าให้กับอยู่ในประกันสุขภาพครอบครัวถึง30 เขาเล่นเกมที่ขาดทุนได้แค่เท่าทุน ส่วนคนที่ล้มแล้วไม่มีใครรับ เขาเล่นเกมที่ขาดทุนได้ถึงติดลบ พอ floor ไม่เท่ากันความกล้าเสี่ยงมันเลยไม่ใช่เรื่องนิสัย มันคือเรื่องว่าใครรับผลพลาดไหว
-
Permalinkชอบท่อน"ความล้มเหลวของเขาเป็นแค่ ef" คนรวยถือ ef ทั้งชีวิต ส่วนเราถือใบ ม.ใบเดียวก็เกินจะแบกแล้ว
-
Permalinkพูดในฐานะคนเคยเจ๊งจริงนะ ตอนพอร์ตผมโดนล้างเพราะเล่น option เกินตัว สิ่งที่ทำให้รอดไม่ใช่ความเก่งหรือความกล้า มันคือมีที่ให้กลับไปนอนแล้วยังมีข้าวกิน ไอ้คำว่า"reset ที่บ้านตระกูล"ในโพสต์นี่จริงเกินไป คนที่มี reset button เขากล้าเทหมดหน้าตักได้ เพราะแพ้แล้วก็แค่กดเริ่มใหม่ ส่วนคนที่ไม่มีปุ่มนั้นแพ้ครั้งเดียวจบเลย
-
Permalinkเห็นด้วยกับ95%ของโพสต์แต่ขอเถียงข้อเดียว มันด่าคนรวยเหมารวมจนลืมว่าบางคนก็เริ่มจากศูนย์จริงๆแล้วค่อยสร้าง buffer ขึ้นมาเอง ปัญหาไม่ใช่"คนรวย"แต่เป็นคนที่ได้ buffer มาฟรีแล้วมาเทศน์เหมือนตัวเองหามาเอง สองกลุ่มนี้ไม่เหมือนกัน พอเหมารวมหมดคนที่ไต่ขึ้นมาจริงๆก็เลยไม่ฟังที่เราพูดต่อ
-
Permalinkท่อน"ยาสีฟันเป็นของจำเป็นต้องซื้อจริงไหม"นี่ตลกร้ายเพราะมันจริง เพื่อนถังแตกแบบเดียวกันเคยคุยกันจริงจังว่าเดือนนี้ซื้อยาสีฟันหรือใช้เกลือไปก่อน ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองกำลัง"เดิมพันกับตัวเอง" คิดแค่ว่าจะรอดสิ้นเดือนยังไง
-
Permalinkลองแยกของที่โพสต์เรียก"ร่มชูชีพ"ออกเป็นข้อๆจะเห็นชัดว่ามันคือต้นทุนความเสี่ยงที่ถูกจ่ายไปแล้วล่วงหน้า
เงินสำรองฉุกเฉิน แปลว่าพลาดได้โดยไม่ต้องกู้นอกระบบ
ประกันสุขภาพครอบครัว แปลว่าป่วยแล้วไม่ล้มละลาย
เส้นสายในครอบครัว แปลว่าตกงานแล้วมีงานต่อก่อนเงินหมด
สามอย่างนี้คนทั่วไปต้องเอาเงินสดไปซื้อทีละชิ้น ส่วนคนรวยได้มาฟรีตั้งแต่เกิด พอไม่เคยต้องซื้อเองเลยนึกว่ามันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความสำเร็จ