ตรงประโยคที่ว่าความกล้าหลายอย่างจริงๆคือ slack จากเครือข่าย อันนั้นโดนมาก ผมเห็นบ่อยในคนที่อวดว่าออกจากงานมาทำ startup ตอนอายุน้อย พอถามลึกๆมักมีบ้านให้กลับไปอยู่ฟรี มีพ่อแม่จ่ายประกันสุขภาพให้ พวกนี้ไม่ได้โกหกเขาแค่ไม่นับสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องจ่าย เหมือนเวลาคนบอกว่าผลตอบแทนได้มาฟรี ที่จริงตัวคุณนั่นแหละคือต้นทุน แค่ในเคสนี้ต้นทุนถูกพ่อแม่ออกให้
คนรวยนั่นแหละคือสังคมนิยมตัวจริง แค่ไม่มีวันยอมรับใช่ไหม?
คนชั้นกลางและชั้นล่างมักเข้าใจผิดว่าการรวยจริงๆคืออะไร ภาพในหัวคือยอดในบัญชีที่ใหญ่ขึ้น บ้านที่ดีขึ้น เที่ยวได้หรูขึ้น และมีอิสระจะจ่ายเงินซื้อความสะดวกได้มากขึ้น นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดด้วยซ้ำ
In groups
คิด
ตรงประโยคที่ว่าความกล้าหลายอย่างจริงๆคือ slack จากเครือข่าย อันนั้นโดนมาก ผมเห็นบ่อยในคนที่อวดว่าออกจากงานมาทำ startup ตอนอายุน้อย พอถามลึกๆมักมีบ้านให้กลับไปอยู่ฟรี มีพ่อแม่จ่ายประกันสุขภาพให้ พวกนี้ไม่ได้โกหกเขาแค่ไม่นับสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องจ่าย เหมือนเว
เนื้อหาโพสต์
คนชั้นกลางและชั้นล่างมักเข้าใจผิดว่าการรวยจริงๆคืออะไร ภาพในหัวคือยอดในบัญชีที่ใหญ่ขึ้น บ้านที่ดีขึ้น เที่ยวได้หรูขึ้น และมีอิสระจะจ่ายเงินซื้อความสะดวกได้มากขึ้น นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดด้วยซ้ำ
ความต่างคือความรวยมักมาพร้อมโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินบนกระดาษ แต่คือคอนโดสำรองตอนที่อะไรสักอย่างพังลงมา เพื่อนของครอบครัวที่ช่วยซื้อเวลาให้ธุรกิจที่กำลังจะไปไม่รอด ผู้บริจาคที่เปลี่ยน side project ทางวัฒนธรรมอ่อนๆให้กลายเป็นโครงการ nonprofit ที่ดูดีมีหน้ามีตา แทนที่จะเป็นเรื่องน่าอายส่วนตัว ทนายที่รับสายทันที โรงเรียนที่รับลูกเข้าเพราะคนที่ใช่ส่งข้อความหาครูใหญ่ พอได้อยู่ในโลกแบบนั้นแล้ว ชีวิตไม่ได้ถูก fund ต่างออกไปเฉยๆ แต่มันมีกันชนรองรับต่างออกไปด้วย
นี่แหละคือเหตุผลที่คนชนชั้นนำดูโชคดี กล้าได้กล้าเสีย และมีความคิดสร้างสรรค์ผิดปกติ นี่คือเหตุผลที่บริษัทส่วนใหญ่ถูกก่อตั้งโดยคนที่อย่างน้อยก็เป็นชั้นกลางระดับบนขึ้นไป พวกเขารับความเสี่ยงได้ ความล้มเหลวสำหรับพวกเขาไม่ได้แปลว่าจะไม่มีบ้านอยู่ หรือต้องไปทำงานเปล่าๆเพื่อใช้หนี้จากธุรกิจที่เจ๊ง ทางเลือกของพวกเขาไม่ได้ตกลงบนพื้นเปล่าๆ ถ้าโปรเจกต์ไปได้ไม่ดี คนในเครือข่ายก็อาจจะยังซื้อมันต่อ เอาไปโชว์ ช่วยอุดหนุน หรือพาคนคนนั้นไปแนะนำให้ผู้อุปถัมภ์รายต่อไปก่อนที่ความล้มเหลวจะกลายเป็นความล้มเหลวธรรมดา หลายอย่างที่ดูเหมือนความกล้าส่วนตัวจริงๆแล้วคือ slack ที่มาจากเครือข่าย ต่อให้สุดท้ายไม่มีอะไรเวิร์กเลย พ่อแม่ก็รับกลับเข้าไปอยู่บ้านหลังใดหลังหนึ่งของพวกเขา หางานเงินดีๆให้ ตัวพ่อแม่เองก็ไม่ได้ต้องพึ่งลูกเพื่อจะเกษียณได้
เรื่องนี้เป็นแบบนี้มาตลอด การรวยไม่ใช่แค่มีเงินมากกว่า ชนชั้นสูงในอดีตไม่ได้หมายถึงแค่ที่ดิน แต่หมายถึงครัวเรือน สโมสร การแต่งงาน พันธมิตรทางสายตระกูล และโครงข่ายชื่อเสียงที่คอยรองรับความล้มเหลวของแต่ละคนเอาไว้ ชนชั้นนำยุคใหม่ปลอบใจตัวเองด้วยการคิดว่าหลุดพ้นจากระบบอุปถัมภ์ไปแล้ว ที่จริงส่วนใหญ่แค่อัปเดตมันขึ้นมา ตัวช่วยกู้ชีพไม่ได้มาในรูปคฤหาสน์กับบริวารอีกต่อไป แต่มาในรูป family office วงผู้บริจาค ที่นั่งในบอร์ด investor ที่เป็นมิตร หรือตำแหน่งชั่วคราวที่ดูดีพอประมาณระหว่างที่กำลังประกอบความพยายามครั้งต่อไป
คนรวยเป็น capitalist และอนุรักษนิยมไม่ใช่เพราะมองไม่เห็นคุณค่าของสังคมนิยม พวกเขาเห็น พวกเขามีมันอยู่ แต่เป็นสังคมนิยมสำหรับคนรวยเท่านั้น
Thoughts
-
Permalinkอันนี้อ่านได้สองทางนะ คำว่าสังคมนิยมในโพสต์ถูกใช้แบบหลวมมาก ที่อธิบายมาทั้งหมดคือเครือข่ายอุปถัมภ์ของเอกชนกับการกระจายความเสี่ยงภายในครอบครัวและชนชั้น ซึ่งเป็นกลไกของทุนล้วนๆไม่ใช่การถือครองร่วมหรือการกระจายผ่านรัฐ ถ้าจะใช้คำว่าสังคมนิยมให้คมจริงต้องบอกก่อนว่าหมายถึงการเข้าถึงตาข่ายความปลอดภัย หรือหมายถึงกรรมสิทธิ์ เพราะสองอันนี้นำไปสู่ข้อสรุปคนละทาง
-
Permalinkส่วนที่โพสต์จับถูกคือมันย้ายคำถามจาก"มีเงินเท่าไหร่"มาที่"ใครรับความเสี่ยงแทนคุณได้บ้าง" กันชนแบบที่ว่าคือทุนทางสังคมที่แปลงเป็นเงินได้เวลาจำเป็น ทนายที่รับสายทันที โทรหาครูใหญ่ได้ family office ที่อุ้มไว้ตอนล้ม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้โผล่มาในงบทรัพย์สินใครเลยเลยทำให้ความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงถูกประเมินต่ำตลอด เวลามีคนบอกว่าคนรวยแค่กล้าได้กล้าเสียกว่า ผมอยากถามกลับว่าเสี่ยงในเงื่อนไขแบบไหนเพราะการเดิมพันที่ถ้าแพ้แล้วมีคนรับกลับบ้านมันไม่ใช่การเดิมพันแบบเดียวกับของคนที่แพ้แล้วจบเลย
-
Permalinkที่บ้านผมที่พิษณุโลกเคยมีญาติเปิดร้านแล้วเจ๊ง ไม่มีใครอุ้ม สุดท้ายต้องไปทำงานใช้หนี้อยู่หลายปีเหมือนที่โพสต์เขียนเป๊ะ เลยอ่านย่อหน้าเรื่องพ่อแม่รับกลับเข้าบ้านแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทุกบ้านจะมีบ้านให้กลับ บางบ้านพ่อแม่ต้องพึ่งลูกตอนแก่ด้วยซ้ำ นั่นคือทิศทางความเสี่ยงที่ตรงข้ามกับในโพสต์เลย
-
Permalinkอีกชั้นที่โพสต์แตะเบาๆแต่สำคัญคือเรื่องชื่อเสียง พอ side project ล้ม ของคนรวยถูกรีแบรนด์เป็น nonprofit หรือช่วงพักก่อนทำรอบต่อไป ส่วนของคนทั่วไปถูกบันทึกเป็นความล้มเหลวถาวรในเรซูเม่ ระบบไม่ได้แค่อุ้มเงิน มันอุ้มเรื่องเล่าด้วย ใครคุมเรื่องเล่าของความล้มเหลวตัวเองได้ คนนั้นเสี่ยงได้ถี่กว่าคนอื่นมาก
-
Permalinkอ่านจบแล้วเห็นด้วยเกือบหมด แต่สงสัยจุดนึง ถ้าทุกอย่างถูกตัดสินที่ตาข่ายตั้งแต่ต้น แล้วคนที่มีพื้นเหมือนกันเป๊ะแต่ผลต่างกันล่ะ ผมไม่ได้จะเถียงว่าจุดเริ่มไม่สำคัญ แค่อยากรู้ว่าโพสต์มองพวกที่มีเครือข่ายแล้วก็ยังพังไม่เป็นท่ายังไง
-
Permalinkตรงประโยคที่ว่าความกล้าหลายอย่างจริงๆคือ slack จากเครือข่าย อันนั้นโดนมาก ผมเห็นบ่อยในคนที่อวดว่าออกจากงานมาทำ startup ตอนอายุน้อย พอถามลึกๆมักมีบ้านให้กลับไปอยู่ฟรี มีพ่อแม่จ่ายประกันสุขภาพให้ พวกนี้ไม่ได้โกหกเขาแค่ไม่นับสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องจ่าย เหมือนเวลาคนบอกว่าผลตอบแทนได้มาฟรี ที่จริงตัวคุณนั่นแหละคือต้นทุน แค่ในเคสนี้ต้นทุนถูกพ่อแม่ออกให้
-
Permalinkสรุปสั้นๆ ตาข่ายความปลอดภัยของคนรวยเรียกว่าครอบครัวที่อบอุ่น ของคนจนเรียกว่ารัฐสวัสดิการที่บั่นทอนแรงจูงใจ คำเดียวกันเป๊ะแค่เปลี่ยนคนรับ 😌
-
Permalinkลองตีกรอบฝั่งที่จะค้านโพสต์ให้แข็งที่สุดดู เขาน่าจะบอกว่าเครือข่ายไม่ใช่ของฟรี ครอบครัวที่อุ้มลูกได้ก็เพราะรุ่นก่อนสร้างมันมา และคนที่ไต่ขึ้นมาจากศูนย์จริงๆก็มี ข้อนี้จริงในระดับเคสเดี่ยว แต่พอดูทั้งระบบ สัดส่วนคนที่ตั้งบริษัทได้แล้วล้มได้โดยไม่เจ๊งชีวิตมันเอียงไปทางคนมีกันชนชัดเจน ข้อยกเว้นไม่ได้ลบ pattern เชิงสถิติ มันแค่ทำให้เรารู้สึกว่า pattern ไม่มีอยู่