ตรงช่วง Covid ผมเห็นกับตา รอบนั้น Fed กับธนาคารกลางอัด liquidity เข้าระบบมหาศาล asset ทุกอย่างเด้งขึ้น ส่วนคนที่กินค่าจ้างเจอเงินเฟ้อกัดอำนาจซื้อไปเงียบๆ รายงาน wealth ของหลายสำนักหลังปี 2020 ก็ออกมาตรงกันว่า net worth ของกลุ่มบนสุดโตเร็วกว่าช่วงปกติหลายเท่า มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ใครถือ asset ก่อนเข้าวิกฤตคือคนได้ก่อน
มหาเศรษฐีไม่ได้อยากได้เงินเพิ่ม แต่อยากได้สัดส่วนในเศรษฐกิจที่มากขึ้นใช่ไหม?
เรื่องที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดเวลาคิดถึงบรรดามหาเศรษฐี คือไปสมมติว่าเขายังมองเงินแบบเดียวกับชนชั้นกลางระดับบน ซึ่งไม่ใช่เลย ครอบครัวที่หาได้ 3 ล้านบาทต่อปี การได้เพิ่มอีกสัก 1.5 ล้านเปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ คนที่หาได้ 17 ล้าน การได้เพิ่มอีกหลักล้านก็ยังเปลี่ยนทางเลือก สถานะ โรงเรียนลูก ย่านที่อยู่ ระดับความเครียดได้อยู่ดี แต่พอไปถึงระดับรวยสุดขั้ว การบริโภคมันหมดความหมาย เพราะการบริโภคของคนเรามันมีเพดาน ซื้อไปได้เท่าที่ซื้อได้ แล้วก็ชนเพดานเร็วกว่าที่คิด
In groups
คิด
ตรงช่วง Covid ผมเห็นกับตา รอบนั้น Fed กับธนาคารกลางอัด liquidity เข้าระบบมหาศาล asset ทุกอย่างเด้งขึ้น ส่วนคนที่กินค่าจ้างเจอเงินเฟ้อกัดอำนาจซื้อไปเงียบๆ รายงาน wealth ของหลายสำนักหลังปี 2020 ก็ออกมาตรงกันว่า net worth ของกลุ่มบนสุดโตเร็วกว่าช่วงปกติหลายเ
เนื้อหาโพสต์
เรื่องที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดเวลาคิดถึงบรรดามหาเศรษฐี คือไปสมมติว่าเขายังมองเงินแบบเดียวกับชนชั้นกลางระดับบน ซึ่งไม่ใช่เลย ครอบครัวที่หาได้ 3 ล้านบาทต่อปี การได้เพิ่มอีกสัก 1.5 ล้านเปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ คนที่หาได้ 17 ล้าน การได้เพิ่มอีกหลักล้านก็ยังเปลี่ยนทางเลือก สถานะ โรงเรียนลูก ย่านที่อยู่ ระดับความเครียดได้อยู่ดี แต่พอไปถึงระดับรวยสุดขั้ว การบริโภคมันหมดความหมาย เพราะการบริโภคของคนเรามันมีเพดาน ซื้อไปได้เท่าที่ซื้อได้ แล้วก็ชนเพดานเร็วกว่าที่คิด
มหาเศรษฐีไม่ได้ต้องการคฤหาสน์หลังที่เจ็ดแบบเดียวกับที่คนธรรมดาต้องการค่ารักษาพยาบาลหรือค่าเช่าที่ถูกลง ความต่างระหว่างทรัพย์สิน 40,000 ล้านกับ 70,000 ล้านดอลลาร์ ไม่ได้อยู่ที่ไลฟ์สไตล์ ระดับนั้นจะมีคฤหาสน์กับเรือยอชต์เป็นกองก็ได้ ความมั่งคั่งระดับนั้นทำงานเหมือนอำนาจเชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าจะเป็นการเงินส่วนบุคคล สิ่งที่เริ่มสำคัญขึ้นคือความเป็นเจ้าของเชิงเปรียบเทียบ ว่าคุณกับพวกพ้องคุมส่วนแบ่งของสินทรัพย์ สถาบัน ที่ดิน สื่อ โครงสร้างพื้นฐาน อิทธิพลทางการเมือง และกระแสเงินสดในอนาคต ได้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับคนอื่นทั้งหมด พอเข้าใจตรงนี้ พฤติกรรมของชนชั้นนำหลายอย่างก็เริ่มเข้าเค้าขึ้นเยอะ
เศรษฐกิจที่หดตัวไม่ได้แย่สำหรับคนรวยสุดขั้ว ถ้าส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของของเขาเพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวนั้น ถ้าเศรษฐกิจหายไป 15% แต่ภาวะสินทรัพย์ตึงตัวเปิดทางให้นายทุนรายใหญ่กว้านรวมที่อยู่อาศัย บริษัท ที่ดินเกษตร สื่อ หรือโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้นอีก เขาก็โผล่ออกจากช่วงขาลงมาแบบมีอำนาจกว่าเดิม ทั้งที่ก้อนเค้กรวมเล็กลง เขาไม่ได้ขายเรือยอชต์ ขายคฤหาสน์หรอก ชีวิตประจำวันเขาไม่เปลี่ยนเลย แต่ของพวกเรานี่เปลี่ยน คนธรรมดาเจอภาวะถดถอยเป็นเหตุการณ์ที่บอบช้ำ ส่วนทุนก้อนใหญ่มักเจอมันเป็นสนามไว้ช้อนของ
เพราะแบบนี้ช่วงที่บ้านเมืองไม่นิ่งถึงมักเร่งการกระจุกตัวให้เร็วขึ้น แทนที่จะไปสั่นคลอนมัน อย่าง Covid ก็ทำให้มหาเศรษฐีรวยขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา แรงงานเสียอำนาจต่อรอง สินทรัพย์ถูกตีราคาลง ส่วนคนที่นั่งทับเงินสำรองมหาศาลอยู่แล้วก็ได้เปรียบเหนือทุกคนที่จู่ๆต้องการเงินสด เครดิต หรืองานทำขึ้นมา
เพราะงั้น คราวหน้าถ้ามีใครมาบอกว่าให้นักธุรกิจหรือมหาเศรษฐีนำประเทศนั้นดีเพราะเขาบริหารธุรกิจเป็น ลองยกขึ้นมาก็ได้ว่าเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องไปได้ดีเพื่อให้เขาได้ประโยชน์ ที่จริงเศรษฐกิจที่จนลง ถ้ายิ่งกฎเกณฑ์น้อยยิ่งดี กลับเหมาะที่สุดสำหรับคนที่ถือเค้กก้อนใหญ่ของมันอยู่แล้ว เพราะมันบีบให้ชนชั้นกลางต้องขายส่วนแบ่งของตัวเองในราคาลดเพื่อหาเงินมาผ่อนบ้าน มาซื้อกับข้าว ในขณะที่ฝ่ายนั้นไม่ได้เจอแรงกดดันให้ต้องขายด้วยเหตุผลอะไรเลย
Thoughts
-
Permalinkจุดที่โพสต์พูดถูกสุดคือตรงที่บอกว่าระดับนั้นเลิกเป็นการเงินส่วนบุคคลแล้ว มันกลายเป็นเรื่องส่วนแบ่ง พอคิดเป็นส่วนแบ่ง ภาวะ liquidity ตึงไม่ใช่ความเสี่ยงของฝั่งที่ถือเงินสดเยอะ มันคือเครื่องมือ ใครต้องขายในตอนที่ทุกคนต้องการเงินสดพร้อมกัน คนนั้นเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ และมันไม่เคยเป็นฝั่งที่นั่งทับ reserve อยู่
-
Permalinkเฟรมเรื่องส่วนแบ่งกับ power ผมเห็นด้วย แต่จะเถียงคืนนิดนึงสำหรับคนอ่านที่ไม่ใช่มหาเศรษฐี ตรรกะนี้อ่านแล้วชวนให้รู้สึกว่าเกมมันถูกล็อกเลยทำอะไรไม่ได้ ซึ่งอันตรายในทางพฤติกรรม สำหรับคนหาได้ 3 ล้านอย่างที่โพสต์ยกตัวอย่าง การถือ asset กว้างๆแบบ index ยาวๆคือวิธีที่ขยับจากฝั่งที่ถูกบีบให้ขายมาเป็นฝั่งที่ไม่ต้องขายตอนตลาดร่วง โครงสร้างไม่แฟร์ก็จริง แต่ข้อสรุปว่ายอมแพ้ไม่ได้ตามมาจากตรงนั้น
-
Permalinkตรงช่วง Covid ผมเห็นกับตา รอบนั้น Fed กับธนาคารกลางอัด liquidity เข้าระบบมหาศาล asset ทุกอย่างเด้งขึ้น ส่วนคนที่กินค่าจ้างเจอเงินเฟ้อกัดอำนาจซื้อไปเงียบๆ รายงาน wealth ของหลายสำนักหลังปี 2020 ก็ออกมาตรงกันว่า net worth ของกลุ่มบนสุดโตเร็วกว่าช่วงปกติหลายเท่า มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ใครถือ asset ก่อนเข้าวิกฤตคือคนได้ก่อน
-
Permalinkเฟรมเรื่องส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของผมว่าแข็งแรง แต่ประโยคที่ว่าเศรษฐกิจที่จนลงเหมาะที่สุดสำหรับคนที่ถือเค้กก้อนใหญ่อยู่แล้ว มันคมจนผมอยากถามว่าเทียบกับอะไร เศรษฐกิจหดตัวเพิ่มส่วนแบ่งให้ก็จริง แต่ฐานที่หดลงทำให้มูลค่าสัมบูรณ์ของส่วนแบ่งนั้นน้อยลงด้วย คำถามคือกลุ่มบนชอบเค้กเล็กที่ตัวเองคุม 40% มากกว่าเค้กใหญ่ที่คุม 25% จริงไหม หรือกรณีที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือเค้กโตพร้อมกับส่วนแบ่งโต ซึ่งไม่ใช่เคสเศรษฐกิจจนลง
-
Permalinkเห็นด้วยกับเฟรมหลักแต่ขอติงตัวเลขนิดนึง ที่โพสต์บอกว่าเขาไม่ได้ขายเรือยอชต์ขายคฤหาสน์ ชีวิตประจำวันไม่เปลี่ยน อันนี้จริง แต่จะบอกว่าไม่เจอแรงกดดันให้ขายเลยก็ไม่เป๊ะนัก ทุนใหญ่บางส่วนก็ติด leverage หนักเหมือนกัน ปี 2008 มีกองที่ล้มเพราะกู้มาเล่นเกินตัว ความได้เปรียบจริงอยู่ที่ระดับ leverage ที่คุมไว้ ไม่ใช่แค่ขนาดของกองเงิน
-
Permalinkประโยคปิดเรื่อง "ให้นักธุรกิจนำประเทศเพราะบริหารธุรกิจเป็น" นี่คือ gotcha ที่พังตอนอ่านซ้ำพอดี
บริหารธุรกิจเก่ง แปลว่าเก่งเรื่องเพิ่มส่วนแบ่งให้ตัวเอง
ประเทศไม่ใช่บริษัทของเขา เราคือต้นทุน 😬
-
Permalinkที่โพสต์พูดเรื่องคนต้องขายส่วนแบ่งในราคาลดเพื่อหาเงินผ่อนบ้านซื้อกับข้าว ผมเห็นเพื่อนเป็นแบบนี้ตอนต้นปี 2020 เลย เขาแพนิกขายพอร์ตทั้งก้อนตอนตลาดร่วงเพราะกลัวตกงานต้องมี cash สำรอง พอเด้งกลับเขาเข้าไม่ทัน ส่วนแผนออมอัตโนมัติของผมตัดบัญชีต่อทุกเดือนเหมือนเดิมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย สุดท้ายความต่างไม่ได้อยู่ที่ใครฉลาดกว่า อยู่ที่ใครไม่ถูกบังคับให้ขายในจังหวะแย่ที่สุด