ช่วงทศวรรษ 1850 ขบวนการ nativistที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐฯก่อตัวขึ้นรอบความเกลียดชังชาวคาทอลิกและชาวไอริช พวก Know-Nothings อ้างว่าผู้อพยพคาทอลิกไม่เหมาะกับการปกครองตนเองแบบสาธารณรัฐในเชิงวัฒนธรรม จงรักภักดีต่ออำนาจต่างชาติ (พระสันตะปาปา) และเป็นพลเมืองอเมริกันอย่างแท้จริงไม่ได้ พอถึงทศวรรษ 1880 ความระแวงเดียวกันนี้ก็ย้ายไปลงหนักที่ผู้อพยพชาวจีน พอถึงทศวรรษ 1920 มันก็ย้ายอีกครั้งไปที่คนยุโรปใต้และยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะชาวยิวและชาวอิตาเลียน ที่ตอนนั้นถูกบรรยายว่ากลืนเข้ากับสังคมไม่ได้ทั้งในเชิงเชื้อชาติหรือวัฒนธรรม แต่ละระลอกยืนยันว่าตัวเองแค่กำลังตอบสนองต่ออันตรายเฉพาะที่กลุ่มเฉพาะตรงหน้าก่อขึ้น
แล้วชาวไอริชคาทอลิกก็กลายเป็นเรื่องปกติ ชาวอิตาเลียนก็เช่นกัน และโดยส่วนใหญ่ชาวยิวยุโรปตะวันออกก็เหมือนกัน ความเกลียดชังย้ายต่อไปที่อื่น
รูปแบบนี้สำคัญตรงที่มันชี้ว่าเป้าหมายนั้นถูกแทนที่ได้ง่ายกว่าตัวความเกลียดชังเสียอีก ความกลัวคนนอกนั้นเก่าแก่พอๆกับมนุษยชาติ เรื่องนี้กำลังดีขึ้น เพราะเรามีการศึกษาและการสื่อสารกับวัฒนธรรมอื่นที่ดีขึ้น คนส่วนใหญ่เติบโตมาพอจะได้พบและเข้าใจคนจากวัฒนธรรมอื่นได้ ไม่เหมือนในอดีต แต่ที่น่าคิดคือตัวกลไกเอง บางคนมีความพร้อมที่ฝังแน่นอยู่ในการแบ่งโลกออกเป็นคนในที่ไว้ใจได้กับคนนอกที่เป็นภัย แล้วก็ถูกปลุกให้เคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อมีเป้าหมายที่เหมาะเจาะปรากฏขึ้น พูดง่ายๆคือ ผมไม่คิดว่าพวกเขาเกลียดแค่กลุ่มเดียว พวกเขากำลังมองหากลุ่มอยู่ และบ่อยครั้งผู้อพยพก็เป็นเป้าที่เห็นได้ชัด แต่กลุ่มอื่นใดก็ใช้ได้พอๆกัน
จากข้อมูลของ American National Election Studies, General Social Survey และผลโพลของ Pew Research Center รูปแบบหนึ่งที่เห็นคือ ความรู้สึกต่อต้านผู้อพยพที่เข้มข้นที่สุดมักไปด้วยกันกับความเกลียดชังกลุ่มคนนอกอื่นๆด้วย นั่นไม่ได้แปลว่าทุกคนถูกขับด้วยความเกลียดเชิงเชื้อชาติ การเหยียดผู้หญิง Islamophobia หรือ homophobia แต่พวกเขามีแนวโน้มจะเป็นเช่นนั้นอยู่ดี และจากที่เจอมาเอง คนเหยียดเชื้อชาติทุกคนที่ผมรู้จักล้วนมีอย่างน้อยอีกสักกลุ่มสองกลุ่มไว้เกลียด ส่วนใหญ่ก็ LGBTQ ศาสนาอิสลาม "พวกซ้าย"...
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพิ่มอีกหน่อย
Johnson-Reed Act ปี 1924 จำกัดการเข้าเมืองจากยุโรปใต้และยุโรปตะวันออกอย่างรุนแรง และแทบจะปิดประตูใส่โลกหลายส่วน เอาล่ะ การเข้าเมืองก็เป็นแบบเดียวกันหมดแล้ว แต่ทศวรรษ 1930 ไม่ได้ให้สังคมที่ลงตัวสงบขึ้นและคลายความกังวลหลักลงไป มันกลับสร้างกระแสต่อต้านชาวยิวที่รุนแรง ชาตินิยมเชิงทฤษฎีสมคบคิดที่ฟื้นกลับมา และการตามหาศัตรูภายในรายใหม่
ปัญหาเรื่องคนในคือส่วนที่ผมคิดว่าคนมองข้าม และเป็นส่วนที่มีประโยชน์ที่สุดของรูปแบบนี้ที่ควรเข้าใจ สถานะคนนอกไม่ใช่สิ่งตายตัว กลุ่มที่สุดท้ายแล้วกลายเป็นคนในธรรมดา ตอนแรกมักถูกปฏิบัติราวกับเป็นภัยต่ออารยธรรม ชาวไอริชเคลื่อนจากการถูกระแวงว่าเป็นสายลับของพระสันตะปาปา มาเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนยกมาเป็นตัวตนในวัน St. Patrick ถ้าเรามีเชื้อไอริชอยู่สัก 1% ก็ยังเอา ชาวยิวเคลื่อนจากการถูกปฏิบัติเหมือนเป็นคนแปลกหน้าตลอดกาล มาเป็นกลุ่มที่ฝังลึกอยู่ในแวดวงวิชาชีพอเมริกัน แล้วก็ยังเปราะบางต่อการถูกจัดประเภทใหม่อย่างรวดเร็วเมื่อมีแรงกดดันทางการเมือง ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นเป็นพลเมืองและเป็นเพื่อนบ้าน จนกระทั่งความกลัวในยามสงครามทำให้ความเป็นพลเมืองสำคัญน้อยกว่าการมีเป้าหมายให้เกลียดในทันที
ความเกลียดต้องการแค่คนนอก ไม่สำคัญว่าคนนอกคนนั้นจะอยู่ข้างใน
ลองคิดดูเอง แม้แต่กับnarrativeฝ่ายขวาในตอนนี้ที่ Trump และพรรคพวกผลักดัน ใช่ พวกเขาพูดเรื่องจีน/เม็กซิโกและกลุ่มต่างชาติอื่นๆเสียงดัง แต่พวกเขาก็ได้แรงหนุนทางการเมืองจากการลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนข้ามเพศ "พวกมาร์กซิสต์ในมหาวิทยาลัย" "พวกซ้าย" "ฝูงแกะ" "Soyboys"... ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคนอเมริกันด้วยกันเอง
ถ้าคุณเป็นคนอเมริกันแล้วรู้สึกเฉยๆกับ hate speech เพราะมันเป็นเรื่องของกลุ่มอื่นที่คุณไม่ได้สังกัด ก็จำไว้เถอะ ถึงตาคุณบ้างก็แล้วกัน
Bob Altemeyer, The Authoritarian Specter (1996) และ Karen Stenner, The Authoritarian Dynamic (2005) ยังคงเป็นงานอ้างอิงหลักสำหรับข้อโต้แย้งระดับนิสัยในวงกว้าง
แหล่งข้อมูลร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ American National Election Studies, General Social Survey และผลโพลของ Pew Research Center ในประเด็นการเข้าเมืองและทัศนคติต่อกลุ่มคนนอกที่เกี่ยวข้อง
Johnson-Reed Act ปี 1924 กำหนดโควตาตามชาติกำเนิดที่จำกัดการเข้าเมืองจากยุโรปใต้และยุโรปตะวันออกอย่างหนัก และกีดกันการเข้าเมืองจากเอเชียออกไปอย่างได้ผล