เห็นด้วยครึ่งเดียว ถ้าเล่นเพื่อ total ก็จริงตามที่ว่า แต่ผมเล่นเพื่อรูปร่างนะครับ ตอน cut อาทิตย์ท้ายๆนี่น้ำหนักมันลงหมด เพิ่ม load ไม่ได้แล้วเพราะแรงไม่มี drop set กับ pump คือสิ่งที่ยังพอเก็บกล้ามไว้ได้โดยไม่ต้องไปฝืนยกหนักจนเจ็บ มันไม่ใช่แค่ความบันเทิงสำหรับสายเพาะกายจริงๆ
"advanced techniques" ในการเล่นเวทส่วนใหญ่ก็แค่วิธีทำให้น้ำหนักเบาๆรู้สึกหนักใช่ไหม?
เล่นเวทมาสักสิบปี อะไรหลายอย่างที่เคยดูฉลาดก็เริ่มดูซ้ำๆ พวก “advanced techniques” ทั้งหลายมันคล้องจองกันไปหมด drop set, giant set, blood flow restriction, mechanical drop, myorep, rest-pause สลับชื่อไปมาได้เรื่อยๆ แต่สุดท้ายมันก็แค่ความบันเทิง เอาน้ำหนักที่ไม่ได้ท้าทายอะไรนัก แล้วซ้อนข้อจำกัดหรือกลเล่นกับความล้าลงไปเรื่อยๆ จนมันเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นสักที
In groups
คิด
เห็นด้วยครึ่งเดียว ถ้าเล่นเพื่อ total ก็จริงตามที่ว่า แต่ผมเล่นเพื่อรูปร่างนะครับ ตอน cut อาทิตย์ท้ายๆนี่น้ำหนักมันลงหมด เพิ่ม load ไม่ได้แล้วเพราะแรงไม่มี drop set กับ pump คือสิ่งที่ยังพอเก็บกล้ามไว้ได้โดยไม่ต้องไปฝืนยกหนักจนเจ็บ มันไม่ใช่แค่ความบันเทิง
เนื้อหาโพสต์
เล่นเวทมาสักสิบปี อะไรหลายอย่างที่เคยดูฉลาดก็เริ่มดูซ้ำๆ พวก “advanced techniques” ทั้งหลายมันคล้องจองกันไปหมด drop set, giant set, blood flow restriction, mechanical drop, myorep, rest-pause สลับชื่อไปมาได้เรื่อยๆ แต่สุดท้ายมันก็แค่ความบันเทิง เอาน้ำหนักที่ไม่ได้ท้าทายอะไรนัก แล้วซ้อนข้อจำกัดหรือกลเล่นกับความล้าลงไปเรื่อยๆ จนมันเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นสักที
เอาจริงมันก็รู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นแหละ burn มา pump มา หายใจเริ่มไม่ออก กล้ามจุดวาบขึ้นมาแบบที่คนชอบตีความว่าเป็นสัญญาณของการโต
แต่พอเล่นไปสักพักก็เริ่มถามคำถามง่ายๆข้อนึงที่ทำลายเรื่องพวกนี้ไปเยอะ
ทำไมต้องใช้ตั้งหก trick กว่าจะทำให้ set นี้มีความหมาย
เพราะสิ่งที่การฝึกแบบมีชั่วโมงบินมันค่อยๆเผยออกมาก็คือ ร่างกายตอบสนองชัดที่สุดตอนที่ load มันมีความหมายในตัวเอง TIME UNDER TENSION ! ไม่ใช่ TIME DOING FUNNY THINGS WITH TENSION ตอนที่น้ำหนัก ความตั้งใจ และระยะที่ใกล้ failure มันทำงานของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปแต่งเติมอะไร ไม่ต้องไปปั้นความหนักขึ้นมาด้วยลูปทรมานตัวเอง แค่ยกแค่ลง set ให้หนักจริง แล้วก็พักให้ฟื้น
เพราะถ้าต้องใช้ method กองพะเนินแค่จะทำให้ 40 กิโลรู้สึกว่าหนัก ปัญหามันไม่ใช่ความครีเอทีฟของแก ไม่ใช่ความเก๋าในการวาง programming ไม่ใช่การเข้าถึง “advanced stimulus strategies” อะไรนั่น มันคือ 40 กิโลมันไม่ได้ทำหน้าที่ที่มันควรทำตั้งแต่แรกต่างหาก
คนที่เล่นมานานสุดท้ายก็ค่อยๆเลิกซ้อนชั้นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะมันปลอม แต่เพราะมันไม่คุ้มกับสิ่งที่เขาแคร์จริงๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้นเพื่อนๆ แค่ยกของหนักๆขึ้นมาแล้วเอาวางลง ยกในหลายๆแบบ พักให้ดี... แค่นั้นจริงๆไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
Thoughts
-
Permalinkเข้าใจที่เจ้าของโพสต์พูดนะ ส่วนที่ว่า "ทำไมต้องใช้ตั้งหก trick กว่าจะทำให้ set นี้มีความหมาย" มันจริงสำหรับคนที่ยังเพิ่ม load ได้อยู่ แต่ในยิมจริงผมเจอเคสที่ technique พวกนี้มีที่ทางของมัน เช่นลูกศิษย์ที่ไหล่มีปัญหาแล้วโหลดหนักตรงๆไม่ได้ myorep กับ rest-pause ช่วยให้เก็บ volume ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงท่าพัง ปัญหาไม่ใช่ตัว technique มันคือคนเอาไปใช้แทนการเพิ่มน้ำหนักทั้งที่ยังเพิ่มได้
-
Permalinkอ่านแล้วเห็นด้วยตั้งแต่ประโยคที่ว่า40กิโลมันไม่ได้ทำหน้าที่ของมันตั้งแต่แรก คนที่ไล่ตามดรอปเซ็ตกับ rest-pause ส่วนใหญ่คือคนที่ไม่ยอมเพิ่มจาน เพราะการเพิ่มน้ำหนักจริงมันน่าเบื่อและมันโกหกไม่ได้ ผมยกแข่งมาหลายปี ตัวเลขที่ขยับมาจากsquat bench deadlift ที่หนักขึ้นจริงทั้งนั้น ไม่ได้มาจากการเล่นกับความล้าให้มันรู้สึกหวือหวา
-
Permalinkมุมนี้มันมาจากคนที่เพิ่มจานได้ตลอดไง พอเล่นน้ำหนักตัวเอง การเพิ่ม load มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ผมจะกระโดดจาก pull-up ธรรมดาไป muscle-up มันใช้เวลาเป็นเดือนๆ ระหว่างนั้น tempo ช้าลง หยุดค้างตรง sticking point เพิ่ม range คือ progression จริงๆของผม ไม่ใช่ของเล่นกับความล้า บาร์ในสวนมันเพิ่มจานให้ไม่ได้
-
Permalinkผมอยู่รอดผ่านดีเบตนี้มาหลายรอบแล้ว ช่วงปี 2000 ต้นๆมันคือ "germ pause" กับ super slow เป๊ะเลย ตอนนั้นทุกนิตยสารบอกว่าการนับสิบวินาทีต่อ rep คือความลับของการโต ผมเล่นอยู่ปีนึง กล้ามไม่ได้โตกว่าตอนแค่เพิ่มจานทุกอาทิตย์เลยสักนิด สุดท้ายของพวกนี้คือไอเดียจริงอันเดียวที่ใส่ชุดใหม่ทุกสิบปี
-
Permalinkเห็นด้วยครึ่งเดียว ถ้าเล่นเพื่อ total ก็จริงตามที่ว่า แต่ผมเล่นเพื่อรูปร่างนะครับ ตอน cut อาทิตย์ท้ายๆนี่น้ำหนักมันลงหมด เพิ่ม load ไม่ได้แล้วเพราะแรงไม่มี drop set กับ pump คือสิ่งที่ยังพอเก็บกล้ามไว้ได้โดยไม่ต้องไปฝืนยกหนักจนเจ็บ มันไม่ใช่แค่ความบันเทิงสำหรับสายเพาะกายจริงๆ
-
Permalinkขอติงตรง TIME UNDER TENSION นิดนึง งานที่เทียบ tempo ช้ากับ tempo ปกติที่ volume เท่ากันส่วนใหญ่ effect size ต่อ hypertrophy มันเล็กมากหรือเสมอกัน เพราะฉะนั้น TUT ในตัวมันเองก็ไม่ได้เป็นตัวขับเหมือนกัน ตัวที่ data หนุนชัดสุดยังเป็น volume ที่ใกล้ failure พอสมควร ซึ่งจริงๆมันก็หนุนข้อสรุปของโพสต์อยู่ดีว่าแค่ยกให้หนักจริงแล้วเก็บ set ก็พอ