Loading…

ด่า manager ตัวเองออก Slack ต่อหน้าทุกคน มันทำให้คุณเป็นฮีโร่จริง หรือแค่ได้ความเงียบเย็นชากลับมา?

senior_slacker
สาธารณะ 13 บทสนทนา 21 ความคิด 13 โหวตเห็นด้วย 7 โหวตลง 0 ซีรีส์

ผมเห็นเรื่องแบบนี้บ่อยจนเริ่มสะอิดสะเอียนเวลาเห็นเด็กใหม่ทำซ้ำอีกราย manager สั่งให้ทำอะไรที่น่ารำคาญ แล้ว engineer สักคน ส่วนใหญ่เป็น junior ก็ออกอาการต่อต้าน บ่นบ้าง แซวบ้าง ยิง slack สักข้อความ เขาด่าความเหลวไหลออกมาตรงๆ แล้วทุกคนที่เห็นก็รู้ทันทีว่าเจ้านายคนนั้นเป็นยังไงในสายตาเขา แต่สุดท้ายเขาไม่ได้กลายเป็นฮีโร่หรือกบฏอย่างที่คิด สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ ความเงียบเย็นชาที่จงใจและระมัดระวัง

In groups

คิด

คิด

roadmap_jing

จุดที่ผมไม่เห็นด้วยกับโพสต์คือมันเหมาว่าการด่าออกสื่อแทบไม่มีค่าเลยนอกจากกรณีพิเศษ ในความจริงบางทีไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนั้นในที่ปลอดภัยเพราะมันไม่เคยมีที่ปลอดภัยจริง การมีคนยอมพูดดังๆ ครั้งหนึ่งก็เปลี่ยนสิ่งที่คนรู้สึกว่าพูดได้ ผมเคยเห็นรอบนึงที่หลังจากมี

จุดที่ผมไม่เห็นด้วยกับโพสต์คือมันเหมาว่าการด่าออกสื่อแทบไม่มีค่าเลยนอกจากกรณีพิเศษ ในความจริงบางทีไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนั้นในที่ปลอดภัยเพราะมันไม่เคยมีที่ปลอดภัยจริง การมีคนยอมพูดดังๆ ครั้งหนึ่งก็เปลี่ยนสิ่งที่คนรู้สึกว่าพูดได้ ผมเคยเห็นรอบนึงที่หลังจากมีคนระเบิด คนอื่นถึงกล้าเอาเรื่องเดิมไปคุยกับHRแบบมีหลักฐาน มันไม่ได้สวยแต่มันขยับเพดาน

เนื้อหาโพสต์

ผมเห็นเรื่องแบบนี้บ่อยจนเริ่มสะอิดสะเอียนเวลาเห็นเด็กใหม่ทำซ้ำอีกราย manager สั่งให้ทำอะไรที่น่ารำคาญ แล้ว engineer สักคน ส่วนใหญ่เป็น junior ก็ออกอาการต่อต้าน บ่นบ้าง แซวบ้าง ยิง slack สักข้อความ เขาด่าความเหลวไหลออกมาตรงๆ แล้วทุกคนที่เห็นก็รู้ทันทีว่าเจ้านายคนนั้นเป็นยังไงในสายตาเขา แต่สุดท้ายเขาไม่ได้กลายเป็นฮีโร่หรือกบฏอย่างที่คิด สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ ความเงียบเย็นชาที่จงใจและระมัดระวัง

สิ่งที่เขาโชว์ออกมาไม่ใช่ความกล้าหาญหรือความชัดเจนทางศีลธรรมอะไร มันคืออิสระจากข้อจำกัดที่คนอื่นในห้องยังแบกอยู่ต่างหาก เพื่อนร่วมงานมีค่างวดบ้านต้องผ่อน มี immigration status ที่ผูกอยู่กับนายจ้าง มีลูกที่กำลังเรียน เงินเก็บบางเฉียบ หรือไม่ก็มีทางออกที่น่าเชื่อถือน้อยกว่า พวกเขามองคนอีกคนแสดงระดับการรับความเสี่ยงที่ตัวเองรับไม่ไหว ไม่ได้ดีใจหรอก แค่ถูกตอกย้ำว่ามีคนทำในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ แล้วก็อิจฉาปนหงุดหงิดนิดๆ เอาเข้าจริงไม่ใช่ "พวกเขา" หรอก เป็น "พวกเรา" นี่แหละ ผมเองก็รู้สึกแบบนี้บ่อย โดยเฉพาะหลังจากผ่อนบ้านหลังแรก

การด่าออกมากลางที่สาธารณะมันสร้างการเปรียบเทียบขึ้นมาเอง ไม่ว่าคนพูดจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คนหนึ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญพอที่จะลงมือทำต่อหน้าคนอื่น ส่วนที่เหลือก็กลายเป็นตัวเทียบ คนที่กล้าไม่พอ ไม่พวกเขาแคร์น้อยกว่า ก็แคร์เท่ากันแต่รับความเสี่ยงแบบเดียวกันไม่ไหว ทั้งสองทางก็ไม่ได้ฟังดูน่าภูมิใจสักทาง

null
ไม่ต้องบรรยายอะไร

นี่ไม่ใช่การออกตัวแทนเจ้านายห่วยๆนะ คำวิจารณ์อาจจะถูกต้องและพูดตรงๆว่าสมควรโดนด้วยซ้ำ manager บางคนโง่ระดับมหากาพย์และก็ควรโดนด่า ถึงจะไม่ใช่ด้วยการบ่นกลางที่สาธารณะก็เถอะ ประเด็นของผมคือ คุณไม่ควรไปคาดหวังว่าจะมีใครยกย่องความกล้าหาญของคุณ ถ้าคุณทำ มันก็ทำเพื่อตัวเองและเพื่อสิ่งที่คุณรู้สึกว่าถูกต้อง ที่ผมเตือนคือ อย่าไปคาดหวังว่าการเผชิญหน้ากลางที่สาธารณะจะถูกมองว่าเป็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ทั้งที่จริงมันคือการกระทำทางศีลธรรมส่วนตัวที่แสดงต่อหน้าเพื่อนร่วมงานที่ไม่มี margin สำหรับความเสี่ยงเท่ากัน ความกล้าหาญในที่ทำงานจริงๆมักดูไม่หนังโรงขนาดนั้น มันหน้าตาเหมือนการแบกความเสี่ยงร่วมกัน การทำ documentation การประสานงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการที่คนอยู่ในสนามนานพอจะเปลี่ยนเงื่อนไขที่คนอื่นยังต้องทนอยู่ใต้มันต่อไป

มันก็มีข้อยกเว้นอยู่ บางทีการลงมือต่อหน้าคนอื่นนี่แหละที่บอกคนอื่นว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว และบางทีการที่มันถูกมองเห็นก็ช่วยให้การตอบโต้แบบรวมหมู่ก่อตัวขึ้นได้ แต่ถึงในกรณีพวกนั้น การเผชิญหน้ามันมีความหมายเพราะมันสร้าง leverage ให้กับอะไรที่จัดตั้งกันตามมาทีหลัง ไม่ใช่เพราะคลิปตอนนั้นคือชัยชนะในตัวมันเอง

คนที่มีแนวโน้มจะเผชิญหน้ากลางที่สาธารณะมากที่สุด ก็มักเป็นคนที่พร้อมจะลาออกได้ไม่นานหลังจากนั้นด้วย บ่นเสร็จก็ไป เพื่อนร่วมงานที่รับความเสี่ยงในการลงมือไม่ไหวก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม ใต้ management เดิม ภายใต้ข้อจำกัดเดิม แล้วการเผชิญหน้านั้นบ่อยครั้งกลับทำให้ห้องนั้นอยู่ยากขึ้นนิดหน่อย management ตั้งการ์ดมากขึ้น ทุกคนรู้ว่ามีคนกล้าออกมาบ่นเรื่องนี้ แล้วทีนี้ก็ได้เวลาคุมที่เหลือให้อยู่มือยิ่งกว่าเดิม

ใช่ เมื่อวานผมเพิ่งเห็น engineer อีกคนระเบิดใส่ manager ของตัวเอง แล้วอีกไม่กี่เดือนผมก็คงได้เห็นอีกราย และใช่ พวกเขาไม่เป็นที่รัก ก็ไม่รู้จะแปลกใจทำไม

Thoughts

  • klua_dokbia

    ท่อนเรื่องmargin คือหัวใจของโพสต์ทั้งหมด คนที่ด่าออกมาได้คือคนที่มีbufferพอจะรับผลกระทบ คนที่เงียบคือคนที่marginบางจนความเสี่ยงนั้นแพงเกินไป มันเลยไม่ใช่เรื่องใครกล้ากว่าใคร มันคือใครจ่ายไหวกับใครจ่ายไม่ไหว เห็นแบบนี้ในทุกตลาดที่คนสับสนว่าคนที่ทนถือได้คือคนที่ฉลากกว่า ทั้งที่จริงเขาแค่มีเงินสดสำรองมากกว่า

    Permalink
  • standing_desk_show

    ความเงียบเย็นชาที่จงใจและระมัดระวัง นี่บรรยายห้องประชุมหลังเหตุการณ์ได้เป๊ะ ไม่มีใครโกรธคนที่ด่าหรอก ทุกคนแค่จดไว้เงียบๆว่าตอนนี้ในห้องนี้มีคนพร้อมจุดไฟกลางที่สาธารณะ แล้วก็ปรับตัวเองให้ระวังขึ้นอีกนิด ค่าของความกล้าแบบโชว์มันไปลงที่ทุกคนเท่าๆกัน ยกเว้นคนที่โชว์

    Permalink
  • chan_exit_liquidity

    ผมรู้จักสายพันธุ์นี้ดี ระเบิดใส่managerกลางslack แคปหน้าจอเก็บไว้เป็นเหรียญตรา แล้วเดือนต่อมาก็โพสต์linkedin ว่า ตัดสินใจก้าวออกมาเพื่อตามหาimpactที่แท้จริง impactที่แท้จริงของแกคือทำให้คนที่ยังผ่อนบ้านอยู่ต้องนั่งประชุมเพิ่มอีกสามรอบเพื่อกู้บรรยากาศที่แกจุดไฟทิ้งไว้ ตอนผมจ่ายpayroll ไม่ไหวผมเรียนรู้เรื่องการเผชิญหน้าในวันศุกร์วันเดียวมากกว่าวีรบุรุษslackพวกนี้ทั้งปี อย่างน้อยผมก็อยู่รับผลของปากตัวเอง

    Permalink
  • roadmap_jing

    จุดที่ผมไม่เห็นด้วยกับโพสต์คือมันเหมาว่าการด่าออกสื่อแทบไม่มีค่าเลยนอกจากกรณีพิเศษ ในความจริงบางทีไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนั้นในที่ปลอดภัยเพราะมันไม่เคยมีที่ปลอดภัยจริง การมีคนยอมพูดดังๆ ครั้งหนึ่งก็เปลี่ยนสิ่งที่คนรู้สึกว่าพูดได้ ผมเคยเห็นรอบนึงที่หลังจากมีคนระเบิด คนอื่นถึงกล้าเอาเรื่องเดิมไปคุยกับHRแบบมีหลักฐาน มันไม่ได้สวยแต่มันขยับเพดาน

    Permalink
  • ni_technic

    ที่แม่นสุดในโพสต์คือท่อนที่บอกว่าความกล้าจริงๆในที่ทำงานมันดูไม่หนังโรง ผมเห็นมาเยอะ คนที่เปลี่ยนเงื่อนไขในทีมได้จริงคือคนที่ยอมอยู่ทนพอจะเขียน design doc ที่กันไม่ให้on-callโดนปลุกตอนตีสองอีกรอบ ไม่ใช่คนที่ยิงslackด่าหัวหน้าแล้วหายไป การด่ากลางห้องมันแค่ย้ายต้นทุนไปไว้บนคนที่ยังต้องอยู่ดูแลระบบเดิมต่อ

    Permalink
  • sapda_release

    เห็นด้วยกับครึ่งหลังแต่ผมว่าโพสต์มันใจดีกับคนที่อยู่เงียบๆเกินไปนะ คนที่ระเบิดใส่managerแล้วลาออก อย่างน้อยก็พูดสิ่งที่ทั้งห้องคิดออกมา ส่วนคนที่นั่งทำdocumentationต่อไปเรื่อยๆบางทีก็ไม่ได้กำลังเปลี่ยนเงื่อนไขอะไรหรอก แค่กำลังทำให้ระบบที่พังอยู่แล้วมันดูเดินต่อได้นานขึ้นเฉยๆ ความน่าเชื่อถือที่เรากู้ให้มันบ่อยๆกลายเป็นข้ออ้างให้management ไม่ต้องแก้ต้นตอ

    Permalink
  • sapda_release

    ในสายrelease ผมเห็นเวอร์ชันของเรื่องนี้ตอนmanagerสั่งให้shipทั้งที่test มันflaky อยู่ มีjuniorคนนึงตอบกลับในchannelว่านี่คือการตัดสินใจที่จะทำให้on-callเจ็บ พูดถูกทุกคำ แต่หลังจากนั้นเขากลายเป็นคนที่ถูกตัดออกจากการตัดสินใจไปเลย คนที่ได้เปลี่ยนเงื่อนไขจริงคือคนที่เงียบแล้วค่อยๆเก็บข้อมูลregression สามเดือนจนเอาไปเถียงแบบที่เถียงไม่ได้ ความถูกต้องกับtiming มันคนละเรื่องกัน

    Permalink
  • ngan_thi_son

    เห็นภาพที่โพสต์วาดนะ คนกล้าหนึ่งคน ที่เหลือกลายเป็นตัวเทียบโดยอัตโนมัติ แต่อยากเสริมมุมที่หายไป ส่วนใหญ่คนที่สุดท้ายต้องแบกงานเกลี่ยอารมณ์ให้ทั้งห้องหลังจากนั้น ปลอบเด็กใหม่ คุยกับmanagerให้บรรยากาศมันกลับมาทำงานได้ มักไม่ใช่คนที่ระเบิด คนระเบิดได้เครดิตความกล้า ส่วนงานเก็บกวาดที่มองไม่เห็นก็ตกอยู่กับคนเดิมๆเหมือนเคย

    Permalink