ตัวเลข Federal Reserve ที่ยกมาถูกแล้ว แต่ระวังนิดนึง คน 1% บนสุดกับมหาเศรษฐีพันล้านมันคนละชั้นกันในข้อมูลชุดเดียวกันนี่แหละ บทความเองก็พูดถูกว่าแม้ในกลุ่ม 1% ส่วนแบ่งยังกระจุกขึ้นไปบนสุดอีก หมอฟันที่เถียงกันส่วนมากอยู่แถว top 5 ถึง 1% ไม่ใช่ 0.1% เอาเส้นมาวางให้ตรงก่อนค่อยเถียง
คุณหาเงินปีละสองแสนกว่าดอลลาร์แต่ก็ยังไม่ใช่มหาเศรษฐีพันล้าน แล้วจะโหวตเหมือนเป็นไปทำไม?
หนึ่งในเรื่องเล่าที่ได้ผลที่สุดในการเมืองอเมริกันคือการทำให้มืออาชีพทั่วไปเชื่อว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเดียวกับมหาเศรษฐีพันล้าน คู่หนึ่งที่หาเงินได้ปีละ 220,000 ดอลลาร์ในเมืองใหญ่ก็ยังต้องพึ่งเงินเดือนอยู่ดี พวกเขายังกังวลเรื่อง layoff ค่าที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงลูก และเงินหลังเกษียณ พวกเขาซื้ออิทธิพลทางการเมืองไม่ได้ ขยับตลาดไม่ได้ และอยู่ได้ไม่จบสิ้นด้วยสินทรัพย์ที่ราคาพุ่งขึ้นเรื่อยๆพร้อมกู้โดยใช้มันค้ำเพื่อเลี่ยงภาษีไม่ได้ พวกเขาไม่ได้อยู่ในความจริงทางเศรษฐกิจเดียวกับคนที่มี 3 หมื่น
In groups
คิด
ตัวเลข Federal Reserve ที่ยกมาถูกแล้ว แต่ระวังนิดนึง คน 1% บนสุดกับมหาเศรษฐีพันล้านมันคนละชั้นกันในข้อมูลชุดเดียวกันนี่แหละ บทความเองก็พูดถูกว่าแม้ในกลุ่ม 1% ส่วนแบ่งยังกระจุกขึ้นไปบนสุดอีก หมอฟันที่เถียงกันส่วนมากอยู่แถว top 5 ถึง 1% ไม่ใช่ 0.1% เอาเส้นม
เนื้อหาโพสต์
หนึ่งในเรื่องเล่าที่ได้ผลที่สุดในการเมืองอเมริกันคือการทำให้มืออาชีพทั่วไปเชื่อว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเดียวกับมหาเศรษฐีพันล้าน คู่หนึ่งที่หาเงินได้ปีละ 220,000 ดอลลาร์ในเมืองใหญ่ก็ยังต้องพึ่งเงินเดือนอยู่ดี พวกเขายังกังวลเรื่อง layoff ค่าที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงลูก และเงินหลังเกษียณ พวกเขาซื้ออิทธิพลทางการเมืองไม่ได้ ขยับตลาดไม่ได้ และอยู่ได้ไม่จบสิ้นด้วยสินทรัพย์ที่ราคาพุ่งขึ้นเรื่อยๆพร้อมกู้โดยใช้มันค้ำเพื่อเลี่ยงภาษีไม่ได้ พวกเขาไม่ได้อยู่ในความจริงทางเศรษฐกิจเดียวกับคนที่มี 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ไม่ต้องพูดถึงคนที่มี 6 แสนล้าน
นั่นมันคนละชนชั้นกันเลย ข้อมูลของ Federal Reserve เองชี้ว่าคน 0.1% บนสุดตอนนี้กุมความมั่งคั่งของครัวเรือนอเมริกันราว 14% ของทั้งหมด ส่วนคน 1% บนสุดกุมไว้ราวหนึ่งในสาม และแม้แต่ในกลุ่ม 1% บนสุดเอง ส่วนแบ่งก็ยิ่งกระจุกตัวไปที่ยอดบนสุดมากขึ้นเรื่อยๆ ชั้นมหาเศรษฐีพันล้านกำลังแยกตัวออกจากทุกคนที่อยู่ใต้ลงมา รวมถึงมืออาชีพฐานะดีด้วย แต่ในทางการเมือง เส้นแบ่งพวกนี้ถูกทำให้พร่าเลือนอย่างจงใจ
วินาทีที่มีคนเสนอให้เก็บภาษีมหาเศรษฐีพันล้านสูงขึ้น บทสนทนาก็เบนไปหาหมอฟัน วิศวกร เจ้าของธุรกิจเล็กๆ หรือครอบครัวที่หารายได้หลักแสนต้นๆดอลลาร์ในเมืองที่ค่าครองชีพแพงทันที อเมริกาพูดราวกับว่าศัลยแพทย์สมองกับมหาเศรษฐีพันล้านสาย private equity เป็นเพื่อนบ้านอยู่ชนชั้นเดียวกัน ทั้งที่ไม่ใช่
และเหตุที่กรอบคิดแบบนี้ใช้ได้ผล ก็เพราะคนอเมริกันผูกติดกับจินตนาการเรื่องความรวยในอนาคตมากเป็นพิเศษ คนมักประเมินโอกาสที่ตัวเองจะรวยสูงเกินจริงอยู่เสมอ ดีเบตเรื่องภาษีจึงมักไม่ได้ว่าด้วยความจริงตรงหน้า แต่เป็นการปกป้องเส้นทางที่อาจพาไปสู่ตัวเองในจินตนาการที่เป็นมหาเศรษฐีพันล้าน (อย่างน้อยก็ระดับหลายสิบล้าน) ในวันข้างหน้า
นี่แหละเหตุที่แทบทุกความพยายามจะกระจายความมั่งคั่งสุดขั้วถูกตีตราว่าเป็น “สังคมนิยม” ทั้งที่นโยบายที่กำลังคุยกันอยู่นั้นปล่อยให้ทุนนิยมแบบปกติทำงานต่อไปได้เต็มที่ ซ้ำนโยบายพวกนั้นมักเปิดประตูให้พวกเราทุกคนมีโอกาสรวยระดับหลายสิบล้านด้วยซ้ำ เอาเข้าจริงถ้าคนหยิบมือเดียวกอบโกยความมั่งคั่งไว้มากขนาดนั้น แล้วคุณคิดว่าตัวเองจะไปเอาเงินล้านมาจากไหนกัน จากที่ไหนล่ะ
ในอดีต สหรัฐเคยเก็บภาษีขั้นสูงสุดในอัตราสูงกว่านี้มาก (สูงถึง 90% ด้วยซ้ำ แม้จะเลี่ยงได้ง่ายผ่านช่องโหว่ก็ตาม) ในยุคที่คนอเมริกันทุกวันนี้นึกถึงด้วยความโหยหาว่าเป็นยุคทองของชนชั้นกลาง ข้อถกเถียงนี้ไม่ได้ว่าด้วยว่าตลาดควรมีอยู่หรือไม่ แต่ว่าด้วยว่าสังคมประชาธิปไตยมีสิทธิ์วางขีดจำกัดการกระจุกตัวของความมั่งคั่งก่อนที่มันจะกลายเป็นการปกครองของเอกชนได้หรือเปล่า
เพราะพอความมั่งคั่งขยายถึงขนาดหนึ่ง มันก็เลิกทำตัวเป็นเรื่องราวความสำเร็จส่วนบุคคล แล้วเริ่มทำตัวเป็นสถาบันแทน และนั่นคือส่วนที่การเมืองอเมริกันพยายามซ่อนหนักที่สุด คนแทบทั้งประเทศนี้ยังใช้ชีวิตอยู่ในเศรษฐกิจปกติ ไม่ว่าจะหาได้ 5 หมื่นหรือ 5 แสนดอลลาร์ ขณะที่ชนชั้นมหาเศรษฐีพันล้านยิ่งทำตัวลอยอยู่เหนือมันขึ้นเรื่อยๆ
Thoughts
-
Permalinkตัวเลข Federal Reserve ที่ยกมาถูกแล้ว แต่ระวังนิดนึง คน 1% บนสุดกับมหาเศรษฐีพันล้านมันคนละชั้นกันในข้อมูลชุดเดียวกันนี่แหละ บทความเองก็พูดถูกว่าแม้ในกลุ่ม 1% ส่วนแบ่งยังกระจุกขึ้นไปบนสุดอีก หมอฟันที่เถียงกันส่วนมากอยู่แถว top 5 ถึง 1% ไม่ใช่ 0.1% เอาเส้นมาวางให้ตรงก่อนค่อยเถียง
-
Permalinkทุกครั้งที่มีคนเสนอเก็บภาษีคนรวยจริงๆ ก็จะมีคนโผล่มาว่า "แล้วเจ้าของร้านกาแฟล่ะ แล้วหมอล่ะ" ทันที เหมือนมีปุ่มเดียวกดได้ทั้งประเทศ มันคือการย้ายเป้าจาก 0.1% ไปที่เพื่อนบ้านคุณ เนียนจนคนเชียร์เอง
-
Permalinkประโยค "แล้วคุณคิดว่าจะไปเอาเงินล้านมาจากไหน จากที่ไหนล่ะ" นี่อ่านแล้วสะดุดเลย 😄 คนชอบลืมว่าพายมันมีก้อนเดียว
-
Permalinkเห็นด้วยกับแกนหลักนะแต่ขอแย้งครึ่งนึง บทความวาดให้พวกมืออาชีพรายได้สูงเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ของวาทกรรม ทั้งที่หลายคนในกลุ่มนั้นรู้ตัวดีว่าตัวเองอยู่ตรงไหน แต่ก็เลือกปกป้องกลุ่มบนสุดอยู่ดีเพราะกลัวว่าวันนึงเส้นภาษีมันจะคืบลงมาถึงตัว มันไม่ใช่แค่โดนหลอก บางทีมันคือการเดิมพันเห็นแก่ตัวล้วนๆ ผมเคยอยู่ในหัวแบบนั้นตอนพอร์ตกำลังขึ้น เลยกล้าพูด
-
Permalinkท่อนเรื่องคนประเมินโอกาสรวยของตัวเองสูงเกินจริงนี่ผมยอมรับเลยว่าเคยเป็น สมัยซื้อตอนราคาลงใหม่ๆผมคำนวณในหัวว่าอีกไม่กี่ปีพอร์ตจะถึงหลายสิบล้าน แล้วก็เผลอคิดแบบคนที่จะอยู่ฝั่งบนของตารางจริงๆ พอเวลาผ่านไปมันก็ลงต่อ ความฝันเรื่องตัวเองในอนาคตมันแพงตรงที่ทำให้เราเชียร์กติกาที่ไม่ได้เข้าข้างเราตั้งแต่แรก
-
Permalinkส่วนที่ผมว่าโดนสุดคือท่อนที่บอกว่าพอความมั่งคั่งโตถึงจุดนึงมันเลิกเป็นเรื่องความสำเร็จส่วนตัวแล้วกลายเป็นสถาบันแทน คนชอบเถียงกันเรื่องตัวเลขรายได้ต่อปีของหมอฟันกับวิศวกร แต่นั่นมันคนละแกนกับสิ่งที่บทความพูดถึง คนเงินเดือนปีละ 220,000 ดอลลาร์ยังขายแรงตัวเองอยู่ ถ้าหยุดทำงานพรุ่งนี้กระแสเงินก็หยุด ส่วนคนที่อยู่บนสุดจริงๆเงินมันทำงานแทนตัวเองไปแล้ว สองอันนี้คนละเครื่องยนต์กันเลย ไม่ใช่แค่คนละเลข
-
Permalinkลองกางตัวเลขดูก็เห็นว่าเส้นมันอยู่ที่ระยะห่างระหว่างรายรับกับรายจ่าย ไม่ใช่ตัวรายรับเดี่ยวๆ คนหาได้ปีละ 220,000 ดอลลาร์ในเมืองใหญ่:
ค่าที่อยู่ ค่าเลี้ยงลูก ค่ารักษาพยาบาล กินไปก้อนใหญ่ก่อนจะถึง savings rate
ความมั่งคั่งสุทธิยังผูกกับการที่ตัวเองมีงานทำต่อไป
เจอ layoff ทีเดียวแผนพังทั้งแผน
เทียบกับคนที่มีสินทรัพย์ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ตัวแปรที่ชี้ชะตาคนละตัวกันเลย กลุ่มแรกชะตาขึ้นกับ savings rate กลุ่มหลังชะตาขึ้นกับว่าสินทรัพย์โตเร็วแค่ไหน คนละเกม
-
Permalinkที่บทความบอกว่าคนบนสุดกู้โดยเอาสินทรัพย์ค้ำเพื่อเลี่ยงภาษีได้ ส่วนคนเงินเดือนทำไม่ได้ อันนี้คือหัวใจที่คนมองข้าม ผมอยู่กับเงินเฟ้อมาหลายรอบ ผลตอบแทนนามกับผลตอบแทนจริงมันคนละเรื่อง คนเงินเดือนโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนเงินจะถึงมือ ส่วนคนที่ถือสินทรัพย์ก้อนโตปล่อยให้มูลค่าโตบนกระดาษโดยไม่ขายก็ไม่เกิดภาระภาษี แล้วกู้เอาเงินสดออกมาใช้ ระบบมันออกแบบมาคนละแบบสำหรับเงินสองชนิดนี้