มีกระแสที่เห็นกันบ่อยคือผู้ชายหนุ่มๆสนใจจักรวรรดิโรมันจากหนังและประวัติศาสตร์ป๊อป แล้วจินตนาการว่ามันเป็นจักรวรรดิที่เน้นการทหาร ขวาจัด และเป็นโลกของผู้ชายแบบ hyper-masculine ที่ดีต่อผู้ชายมาก Spartacus, Rome, Gladiator... แต่ละเรื่องก็ให้ภาพว่าโรมเป็นวัฒนธรรมนักรบในระดับที่ต่างกันไป บางทีก็ถูกความฟุ้งเฟ้อถ่วงเอาไว้ Gladiator II ดันเรื่องนี้ไปสุดทางจนเกินจริง สำหรับหนังเรื่องนี้ ผมแนะนำให้อ่านบทวิจารณ์ของ Brett จาก acoup.blog :

พวกเขามีภาพว่าโรมอยู่ตรงไหนสักจุดบนสเปกตรัมซ้าย-ขวาเส้นตรงแบบที่เรามีในสหรัฐฯ และน่าจะอยู่ฝั่งอนุรักษนิยม เคร่งศาสนามาก ปิตาธิปไตย เน้นนักรบ แต่ประเด็นคือเทียบกับวันนี้ สังคมในอดีตส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้น ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมโรมถึงประสบความสำเร็จขนาดนั้น เราต้องเอามันไปเทียบกับสังคมที่มันเอาชนะและ/หรือกลืนเข้ามา แล้วน่าแปลกที่เราจะพบว่าพวกนั้นเสรีและก้าวหน้ากว่าโรมเสียอีกเมื่อเทียบกับที่เหลือ โรมไม่ได้มีมนุษยธรรมตามมาตรฐานของเรา คำถามที่ใช้ได้จริงกว่าคือทำไมมันถึงขยายตัวและอยู่ยืนได้ในแบบที่ Sparta, Athens, Gaul หรือ Carthage ทำไม่ได้
Sparta ไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรก
Sparta เป็นตัวเทียบที่ง่ายที่สุดเพราะระเบียบทางการเมืองของมันสร้างขึ้นบนความปิดกั้น พลเมืองมีจำนวนน้อย วินัยทางทหารสุดโต่ง และระบบ helot เป็นแกนกลางของสังคม นั่นคือฐานที่ทำให้ชนชั้นนำสปาร์ตันใช้ชีวิตเป็นวรรณะนักรบถาวร เป็นชนชั้นสูงในสายตาตัวเอง สังคมที่จัดระเบียบรอบการปกครองคนหมู่มากที่ถูกกดให้อยู่ใต้อำนาจด้วยกำลัง อาจดูน่าเกรงขามและอาจทำให้รู้สึกว่าถ้าได้ใช้ชีวิต... เป็น Spartiate คงสนุก จริงๆแล้วไม่เลย หลังจากใช้ระบบนี้ไปได้ไม่นาน (ในแง่ประวัติศาสตร์) สปาร์ตันก็เริ่มขาดแคลน สปาร์ตันเอง สังคมนี้เน้นชนชั้นสูงมาก คุณมีแต่จะเสียสถานะและเลื่อนลงในลำดับชั้นได้ ไม่มีทางขึ้น helot จะไม่มีวันเป็นสปาร์ตัน และต่อให้พวกที่ช่วยในยามคับขันและรบเก่งเกินตัว สุดท้ายก็ถูกฆ่าทิ้งเพราะเป็นภัยต่อสภาพเดิม แบบนี้มันเป็นแรงจูงใจให้อะไรได้บ้าง การรื้อโครงสร้างสังคมสปาร์ตันของ Bret เป็นงานชิ้นเอก เอามาชี้ตรงนี้เลยน่าจะดีที่สุด

พูดสั้นๆคือนโยบายของสปาร์ตาลงเอยด้วยการลดจำนวน Spartiate ลงเรื่อยๆ โดยไม่ได้เปรียบอะไรในแง่ประสิทธิภาพทางทหารเลย (แพ้รัฐกรีกอื่นพอๆกับที่ชนะ) ไม่ได้สร้างงานศิลปะหรือแม้แต่ป้อมปราการทางทหาร และมีความสำเร็จด้านนวัตกรรมน้อยมาก แม้แต่เรื่องที่เกี่ยวกับสงคราม (อย่างอาวุธล้อมเมือง การป้องกัน หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเรือ) โรมันถลุงพวกเขาราบคาบในสนามรบ เอาชนะด้วยเทคนิค การส่งกำลังบำรุง และโครงสร้างพื้นฐานที่เหนือกว่า ทั้งหมดนั้นมาจากการมีสังคมที่ให้ค่ากับความคิดและความหลากหลายของทักษะ แทนที่จะเชิดชูแต่นักรบอย่างเดียวแบบที่สปาร์ตาทำ
Athens ยากกว่าสำหรับคนอ่านยุคนี้เพราะมันชวนให้ชื่นชมก่อน วัฒนธรรมพลเมืองของมันมีจริง ประชาธิปไตยก็มี โรงละครและชีวิตพลเรือนอื่นๆก็มี แต่แกนพลเมืองยังแคบอยู่ดี ผู้หญิงอยู่นอกองคาพยพทางการเมือง (มากกว่าในโรมเสียอีก ที่ผู้หญิงอย่างน้อยยังขยับอยู่เบื้องหลังได้) และส่วนใหญ่ถูกมองข้าม metic (คนที่ไม่ใช่พลเมือง) อาศัย ทำงาน และมีน้ำหนักทางเศรษฐกิจได้โดยไม่ได้เข้าไปอยู่ในองคาพยพนั้นทางการเมือง ไม่มีอิทธิพลอะไรเลย Athens จะฉลาดล้ำได้ก็ยังจำกัดสิทธิพลเมืองเอาไว้ มีวงเล็กๆมากที่คุณต้องอยู่ในนั้นถึงจะมีอิทธิพลต่อเมืองและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมัน แต่ในจักรวรรดิโรมัน เรามีจักรพรรดิหลายคนที่สืบเชื้อสายมาจากทาสเอง (Diocletian เป็นต้น) การถูกรับเข้ามาไม่ใช่เรื่องเดียวกับความเท่าเทียม และข้อได้เปรียบของโรมไม่ใช่ความเท่าเทียม แต่เป็นความสามารถที่กว้างกว่าในการทำให้คนมากขึ้นนับเป็นโรมันได้เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง แทนที่จะเป็นคนนอก การเลื่อนชนชั้น สำหรับยุคนั้น คือหนึ่งในข้อได้เปรียบของโรม
การเลื่อนชนชั้นแบบโรมัน
นั่นแหละที่โรมต่างออกไป ความเป็นโรมันขยายตัวผ่านกฎหมาย การรับราชการ ตำแหน่ง การเป็นพันธมิตร สถานะของเทศบาล การปลดทาสเป็นไท และในที่สุดก็การให้สิทธิพลเมืองในวงกว้างขึ้น โรมมีช่องทางเชิงสถาบันมากกว่าในการผูกคนนอกเข้ากับระบบด้วยการให้พวกเขามีส่วนได้เสียในนั้น นั่นมีความหมาย รัฐที่เปลี่ยนพันธมิตร ชนชั้นนำในหัวเมือง กองกำลังเสริม และคนที่ถูกปลดเป็นไท ให้กลายเป็นคนในในรูปแบบที่พอจะนับได้ ย่อมเปลี่ยนการขยายตัวให้เป็นความต่อเนื่องได้ง่ายกว่า
จักรวรรดิโรมันมักถูกพวกฝ่ายขวา (แต่เดิมแม้แต่ Mussolini) หยิบมาใช้รองรับแนวโน้มแบบฟาสซิสต์ ใช่ครับ ถ้าเทียบกับสังคมยุคใหม่ ความคิดแบบโรมันอนุรักษนิยมมากและเน้นสงคราม แต่นั่นเป็นเรื่องปกติทุกที่ โรมเอาชนะรัฐอื่นๆเหล่านี้ส่วนใหญ่และผนวกเข้าจักรวรรดิได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมองได้เหนือกว่านั้นและสร้างสถาบันที่เปิดรับซึ่งมีช่องให้พวกเขากลายเป็นโรมัน มันต้อนรับความหลากหลาย (สำหรับยุคนั้น) มากกว่ามาก และได้ประโยชน์จากมัน ได้ประโยชน์จากกองกำลังเสริมที่ช่วยเรื่องทหารม้า พลธนู... ได้ประโยชน์จากการเอาไอเดียของสังคมอื่นมาต่อยอด (Gladius, Spatha, Trireme...) โรมไม่เคยเขินที่จะยอมรับว่าศัตรูมีวิธีที่ดีกว่าแล้วก็หยิบมันมาเลย แม้แต่เรื่องเทพ มันยอมรับว่าเทพของต่างชาติก็เป็นเทพที่ควรค่าแก่การบูชาพอกัน และมักสันนิษฐานว่าหลายทีก็เป็นเทพองค์เดียวกันที่ถูกมองต่างกันไป (เรื่องนี้ พวกกรีกก็ทำเหมือนกัน เอาให้แฟร์)
โดยรวมแล้ว ยิ่งคุณเรียนรู้เรื่อง polis ของกรีกและสังคมโบราณอื่นๆมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งเห็นความต่างกับโรม และยิ่งเห็นว่าสิ่งที่ทำให้โรมยิ่งใหญ่ไม่ใช่วัฒนธรรมนักรบและลักษณะกึ่งฟาสซิสต์ที่เรามักเห็นในสื่อ แต่ตรงกันข้ามต่างหาก คือความสามารถในการเรียนรู้ ผนวกวัฒนธรรมที่ต่างกันเข้ามาในจักรวรรดิ และการมีสถาบันที่ทรงพลังและเปิดรับซึ่งทำให้คนต่างชาติกลายเป็นโรมันเต็มตัวได้