ช่วงนี้มี meme ชุดหนึ่งวนๆอยู่ ว่าด้วยชาวนายุคกลางที่ทำงานน้อยชั่วโมงกว่ามนุษย์ออฟฟิศสมัยนี้ ข้อกล่าวอ้างบอกว่าโบสถ์เป็นฝ่ายดูแลให้ชาวนามีความสุขและอิ่มเอม ด้วยการกันพวกเขาออกจากงานเสียเกือบทั้งปี
ข้อกล่าวอ้างนี้ถูกหักล้างไว้อย่างดีในซีรีส์ชั้นเยี่ยมว่าด้วยชาวนายุคกลาง โดย Dr. Bret C. Devereaux โดยเฉพาะในตอน IVb ส่วนสิ่งที่ผมอยากพูดคือ ความรู้สึกของคนสมัยนี้ที่เหมือนต้องมีอะไรมาให้บันเทิงตลอดเวลา หรือถ้าจะให้รู้สึกดีกับตัวเองขึ้นหน่อย วัฒนธรรมขยันแบบ grind ก็ช่วยให้คุณรู้สึก productive ตลอดเวลาได้ด้วยการเสพหนังสือ podcast คอร์ส วิดีโอ…สุดท้ายก็ความบันเทิงอยู่ดี แม้จะเป็นของห่วยๆที่ห่อมาในชื่อ self-help ก็ตาม
ผมไม่คิดว่าคนส่วนใหญ่ฝันถึงเวลาว่างในความหมายที่จริงจังหรอก สิ่งที่เขาฝันถึงคือเวลาว่างที่เอาไว้เสพ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ภาพชีวิตที่ดีในหัวคนเราไม่ใช่บ่ายเงียบๆ การเดินยาวๆ รั้วที่ซ่อมเสร็จ ครัวที่เช็ดสะอาด บทสนทนา การสวดมนต์ การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การนั่งมองอะไรเฉยๆ แต่มันคือวันที่ไม่มีภาระอะไรเลย กับเมนูยาวไม่จบของสิ่งที่จะดู ฟัง scroll ซื้อ หรือเอาไว้ "เรียนรู้"
นี่แหละเส้นแบ่งที่คนชอบทำให้มันเลือนไป การพักผ่อนไม่ใช่สิ่งเดียวกับความบันเทิง แต่มันกว้างกว่ามาก มันรวมถึงการพัก การเดินเล่นเรื่อยเปื่อย การอ่าน การยกเวต การคุย การทำอาหาร การทำความสะอาด การเขียน การสวดมนต์ การซ่อมของ หรือการอยู่เฉยๆไปสักพัก ส่วนความบันเทิงแคบกว่านั้น มันคือ input ที่ถูกออกแบบมาให้ยึดความสนใจของเราไว้
ผมไม่ได้แกล้งทำเป็นว่าเพลง หนัง นิยาย เกม หรือบทสนทนายาวๆมันไร้ค่า ผมกำลังบอกว่าคนสมัยนี้ปล่อยให้ความบันเทิงกลายเป็นรูปทรงตั้งต้นของเวลาว่างไปเสียเอง พอเป็นแบบนั้น ทุกนาทีที่ว่างเปล่าก็เริ่มดูเหมือนมีอะไรผิดปกติ ถ้าไม่เอาอะไรมาเติม รอคิวอยู่เหรอ ก็หยิบมือถือออกมา เดินทางไปทำงานเหรอ ก็เปิด podcast เปิด audiobook กินข้าวกลางวันเหรอ ก็หาคลิป Youtube ที่ใช่ที่สุดมาดู เดินเล่นก็ต้องมีหูฟัง เข้ายิมก็ต้องมีเพลง ของผมเองก็มี playlist ส่วนตัว คุณเป็นคนทะเยอทะยานอยากไปข้างหน้าในชีวิตงั้นเหรอ อ้าว แล้วทำไมถึงไม่ฟัง podcast เรื่อง productivity สุดเลิศพวกนี้ ข่าวตลาด สรุปหนังสือ คอนเทนต์ self-help… ก็ความบันเทิงอยู่ดีนั่นแหละ แค่ฟังแล้วรู้สึกผิดน้อยลงเท่านั้นเอง
ผมเห็นราคาของมันในที่เล็กๆน่าอายที่สุด ถ้าผมปล่อยให้ตัวเองเอา input เข้าไปในทุกการเดิน ทุกงานบ้าน ทุกช่วงว่างของวัน ความเงียบก็จะเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นปัญหา การถูพื้นรู้สึกเหมือนเสียเวลาเปล่า ถ้าไม่ได้ฟัง audiobook ไปด้วย การขับรถสั้นๆรู้สึกเสียเปล่า ถ้าผมไม่ได้เสพหนังสือสักเล่มไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพราะการถูพื้น การขับรถ หรือการนั่งเฉยๆมันแย่ลงนะ แต่เพราะผมฝึกตัวเองให้คาดหวังความกระแทกที่แรงกว่าที่ชีวิตธรรมดาจะมอบให้ได้
เพราะอย่างนี้ผมเลยคิดว่าคนมักจะโกหก เวลาบอกว่าตัวเองเบื่อชีวิตจริง สิ่งที่เขาหมายถึงบ่อยๆไม่ใช่ว่าชีวิตมันว่างเปล่า แต่เขาฝึกความสนใจของตัวเองมาแย่มาก จนชีวิตธรรมดาไม่ผ่านเกณฑ์การกระตุ้นอีกต่อไป ครัว ทางเท้า สนามหลังบ้าน ห้วงความคิด บทสนทนานิ่งๆกับคน งานบ้านซ้ำๆ ทั้งหมดนี้รู้สึกจืดชืดเมื่อเทียบกับแหล่งความบันเทิงที่ไม่มีที่สิ้นสุดและปรับมาเพื่อเราโดยเฉพาะ ที่อยู่ในกระเป๋าเรานั่นเอง
ความเบื่อมันมีไว้เพื่อสิ่งนี้แหละ
ผมไม่ได้หมายถึง burnout ภาวะซึมเศร้า หรือความเหนื่อยล้าจนหมดสภาพนะ นั่นมันคนละปัญหากัน ผมหมายถึงช่องว่างเล็กๆน่าเกลียดที่เปิดออกมา ตอนที่ input จากภายนอกหยุดลง แล้วใจของเราเองต้องเริ่มผลิตอะไรบางอย่าง หรืออย่างน้อยก็ฟังเสียงตัวเอง และตอนแรกๆมันอึดอัดสุดๆ ของที่มีประโยชน์หลายอย่างเริ่มต้นตรงนั้น ถ้าคุณฆ่ามันทิ้งทุกครั้งที่มันโผล่มา คุณก็จะไม่มีวันรู้เลยว่าหลังจากนั้นจะมีอะไรปรากฏขึ้น
เวลาเบื่อ คนเราจะตั้งคำถาม ผมไม่ได้พูดถึงการเข้าถึงสัจธรรมลึกลับ หรือคำถามเชิงอัตถิภาวนิยมอะไรนะ ผมหมายถึงความคิดธรรมดาๆที่กำกับชีวิตจริงๆ ทำไมฉันยังทนงานนี้อยู่ ทำไมฉันถึงเลี่ยงบทสนทนานั้นเรื่อยมา ทำไมมิตรภาพนี้ถึงจางหายไป ทำไมฉันถึงบอกตัวเองตลอดว่าฉันแคร์เรื่องที่ไม่เคยลงมือทำ บ่ายนี้ฉันอยากทำอะไรกันแน่ถ้าไม่มีใครยื่นเมนูมาให้ ความคิดพวกนี้มักไม่โผล่มาตอนที่ความสนใจกำลังถูกครอบครองอยู่ มันมาในช่วงสั้นๆหลังจากที่สิ่งครอบครองนั้นหยุดลง แล้วก่อนที่ความกระแทกครั้งต่อไปจะเข้ามา
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ผมไม่ค่อยชอบเรื่อง dopamine-detox ที่พูดกัน ถ้าคุณป้อน input ที่ดังขึ้นเรื่อยๆให้ตัวเองทั้งวัน ส่วนที่เงียบกว่าของชีวิตก็มักจะรู้สึกอ่อนลงเมื่อเทียบกัน เท่านี้ก็เห็นได้แล้วก่อนที่ใครจะเริ่มลากเอาประสาทวิทยาที่เข้าใจกันครึ่งๆกลางๆมาใช้ แต่วัฒนธรรม self-improvement ในอินเทอร์เน็ตอดไม่ได้ที่จะเอาข้อสังเกตธรรมดาของมนุษย์ไปแต่งตัวด้วยศัพท์สมองห่วยๆ ผมเห็นเองอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นเวลาผมใช้เวลาเป็นสัปดาห์ๆเอาคอนเทนต์ไปอุดทุกช่องว่างเงียบๆ ของที่เงียบๆก็เพลิดเพลินกับมันได้ยากขึ้น พอผมหยุด มันก็กลับมาอยู่ด้วยได้อีกครั้ง
ยังมีนิสัยแบบเดียวกันอีกเวอร์ชันที่น่ารำคาญกว่าเดิม ที่คนทะเยอทะยานแทบไม่เคยยอมรับ คอนเทนต์ self-improvement ส่วนใหญ่ก็แค่ความบันเทิงสำหรับคนที่อยากรู้สึกเหนือกว่าคนอื่นทั้งที่ยังนั่งเฉยๆ อีกหนึ่ง podcast อีกหนึ่งสรุปหนังสือ อีกหนึ่งคอร์ส อีกหนึ่งคลิปเรื่องนิสัย เรื่องเงิน crypto ความเป็นชาย productivity หรืออะไรก็ตามที่ feed เรียนรู้ที่จะห่อมาให้ดูน่านับถือ มันมีประโยชน์พอๆกับการ doom-scroll ดู meme ไปเรื่อย ก็แค่การเสพแบบ passive อยู่ดี มันรู้สึกดีกว่าการนินทาเพราะมันป้อยอคุณไปพร้อมกับเบนความสนใจคุณ ออกจากความจริงที่ว่า ระหว่างที่ฟัง podcast เรื่อง productivity อยู่นั้น คุณก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่มันก็ทิ้งคุณไว้ในสภาพเดิม คือมองแทนที่จะทำ เสพแทนที่จะตัดสินใจ เอาตัวเองให้ยุ่งไว้แทนที่จะเข้าใจอะไรชัดขึ้น
คุณ: jefferson นี่บ้าไปแล้วแน่ๆ ฉันไม่เลิกฟังเพลงหรอกนะ
ก็ไม่ต้องเลิกนี่ครับ แน่นอนว่าความบันเทิงบางอย่างมันดี ผมไม่ได้เถียงเพื่อความบริสุทธิ์จอมปลอม และผมไม่ได้สนใจจะทำตัวเคร่งแบบนักบวชอะไรเลย คนจำนวนมากเหนื่อย ทำงานหนักเกินไป เหงา หรือกำลังพยายามเอาตัวรอดจากงานซ้ำๆ เพลงช่วยได้จริง podcast หรือ audiobook ก็ทำให้การเดินทางไปทำงานพอทนได้ หนังเรื่องหนึ่งอาจมีค่ามากกว่าการนั่งหม่นหมองคิดเรื่อยเปื่อยอีกชั่วโมง ปัญหาคือความอิ่มตัวต่างหาก ชีวิตที่ไม่มีพื้นที่ว่างเหลือเลยมันหยุดรู้สึกเหมือนการพักผ่อน แล้วเริ่มรู้สึกเหมือนการถูกความบันเทิงกักขังไว้
ผมยังคิดด้วยว่าคนโกหก เวลาทำเป็นว่า input ทุกอย่างมันเท่ากันหมด การอ่านหนังสือจริงจังสักเล่มไม่เหมือนการกินคลิปสั้นยี่สิบคลิปไปเรื่อย การฟังบทสนทนายาวๆครั้งเดียวไม่เหมือนการ autoplay การดูหนังที่คุณเลือกมาด้วยเหตุผลไม่เหมือนการปล่อยให้ feed โยนของชิ้นต่อไปใส่หน้าคุณ บางอย่างทิ้งร่องรอยไว้ บางอย่างทิ้งความกระวนกระวายไว้2 อย่างหนึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับชีวิตลึกขึ้น อีกอย่างทำให้คุณเอาแต่ผ่านๆไปบนผิวของมัน อย่างหนึ่งบังคับให้คุณหยุดและทบทวน อีกอย่างแค่ให้เสพเพิ่มขึ้นไปอีก
เหตุผลที่ผมเชื่อเรื่องนี้แรงขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องทฤษฎี ผมลองเวอร์ชันที่แย่ที่สุดกับตัวเองมาบ่อยพอแล้ว ครั้งแรกที่ผมลองอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลยสิบนาที ไม่มีมือถือ ไม่มีเพลง ไม่อ่านอะไร ไม่ฟังเสียงอะไรที่ดูมีประโยชน์ มันรู้สึกงี่เง่า แล้วก็หงุดหงิด แล้วก็เหมือนถูกหยามเอาเลย สมองพยายามต่อรองหาทางออกตลอด ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ความรู้สึกก็เปลี่ยน การเดินโดยไม่ใส่หูฟังกลับมารู้สึกปกติอีกครั้ง การทำความสะอาดโรงรถหยุดรู้สึกเหมือนการลงโทษ กลายเป็นโอกาสให้คิดอะไรลึกขึ้นระหว่างที่ร่างกายมีงานทำ แม้แต่การถูพื้นก็กลายเป็นเรื่องที่ให้ความรู้สึกดีอย่างประหลาด ไม่มีอะไรลึกลับเกิดขึ้นเลย ผมแค่หยุดบังคับให้ชีวิตธรรมดาต้องไปแข่งกับสวนสนุกในกระเป๋าผมเท่านั้นเอง
นี่คือประเด็นที่ผมแคร์มากที่สุด เป้าหมายไม่ใช่การเสพให้ดีขึ้น เป้าหมายคือการมีชีวิตที่ไม่ต้องอาศัยการเสพเพื่อให้ทุกชั่วโมงรู้สึกว่ามีอะไรทำ ถ้าคุณนั่งอยู่ในห้องเงียบๆสิบนาทีไม่ได้โดยไม่คว้าหา input นั่นไม่ใช่นิสัยสมัยใหม่ที่ไม่มีพิษภัยอะไร มันคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ครัวของคุณเอง การเดินของคุณ ความคิดของคุณ และสุดท้ายชีวิตทั้งชีวิตของคุณ เริ่มรู้สึกมีชีวิตชีวาน้อยลงเมื่อเทียบกับ feed
1 งานเขียนที่เกี่ยวเนื่องกันได้แก่ Sandi Mann ว่าด้วยความเบื่อกับความคิดสร้างสรรค์ Erin Westgate ว่าด้วยโครงสร้างของความเบื่อ Kalina Christoff ว่าด้วยการล่องลอยของความคิด และ Marcus Raichle ว่าด้วยงานวิจัย default mode บทความนี้ใช้พวกนี้เป็นแนวทางสนับสนุน ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ของกลไกใดกลไกหนึ่งที่ลงตัวแล้ว
2 งานเขียนของ Jonathan Haidt ว่าด้วยคนรุ่น smartphone เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวอ้างที่กว้างกว่านี้ ว่าการถูกครอบครองด้วยสิ่งดิจิทัลตลอดเวลาเปลี่ยนความสนใจและอารมณ์ ถึงแม้ข้อโต้แย้งตรงนี้จะแคบกว่าและอิงประสบการณ์มากกว่าเรื่องของคนทั้งรุ่น