เวลาได้คุยกับนักเรียนวัยรุ่นและเพื่อนร่วมงานที่อายุน้อยกว่าผมสังเกตว่าหลายคนเชื่อว่านิสัยใจคอของตัวเองเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินว่าจะทำอะไรหรือจะรับมือกับเส้นทางอาชีพของตัวเองยังไงคนรุ่นใหม่ถามเรื่องนี้ตรงๆมากกว่าแต่ผู้ใหญ่ก็ดูจะคิดไปในแนวเดียวกันส่วนตัวผมว่ามันสำคัญน้อยกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดเยอะนอกจากในงานที่ผมเห็นคนที่ประสบความสำเร็จทำหน้าที่เดียวกันด้วยบุคลิกที่ต่างกันอย่างสุดขั้วงานอดิเรกหลักอย่างหนึ่งของผมคืออ่านชีวประวัติซึ่งทำให้ได้เห็นนิสัยใจคอของบุคคลในประวัติศาสตร์หลายคนที่ถูกวางไว้ในตำแหน่งเดียวกันแล้วก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกันไม่ว่านิสัยจะเป็นแบบไหน
ข้อตั้ง
คุณทำได้แทบทุกอย่างไม่ว่านิสัยใจคอจะเป็นแบบไหนแน่นอนว่าพรสวรรค์แรงผลักดันความพยายามความขยันและปัจจัยภายนอกอย่างโชคโอกาสและคนคอยสนับสนุนล้วนมีผลต่อโอกาสที่คุณจะสำเร็จแต่บุคลิกภาพถึงจะสำคัญก็ไม่ใช่ด่านที่กั้นความสำเร็จในอาชีพใดเลยคุณเป็นเซลส์เก่งได้ทั้งที่เป็น introvert เป็น manager ที่ดีได้ทั้งที่ไม่เป็นระเบียบรกๆเป็นทหารที่ดีได้ทั้งที่อ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจคนเป็นศิลปินที่ยอดเยี่ยมได้ทั้งที่เป็นคนเป็นระบบและมีระเบียบแบบแผน...แค่คุณต้องรู้ว่าเป้าหมายที่อยากไปถึงคืออะไรและรู้จักตัวเองว่าจะใช้นิสัยใจคอของตัวเองให้เป็นข้อได้เปรียบยังไง
ทำไมเราถึงเชื่อแบบนั้น
มุกที่เจอบ่อยมากในงานบันเทิงคือ บุคลิกแบบเดียวเท่านั้นที่ใช้ได้:
เวลาเจอความท้าทายที่ประหลาดหรืออาจเหนือธรรมชาติแค่ฉลาดที่สุดคู่ควรที่สุดหรือเป็นผู้ถูกเลือกตัวจริงยังไม่พอบางทีความสำเร็จต้องการบุคลิกแบบเฉพาะเจาะจงมากๆมุกนี้มีหลายเวอร์ชันแต่ที่ฮิตที่สุดอันหนึ่งคือบุคคลหรือองค์กรตั้งบททดสอบบางอย่างขึ้นมาเพื่อค้นหาคนที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ…
ยังมีมุกใกล้เคียงอีกหลายแบบที่บางบทบาทต้องแสดงบุคลิกชัดเจนมากๆ (จ่าฝึกสุดโหด, ผู้นำ, ผู้ดูแลที่เปี่ยมเมตตา, ศิลปินเพี้ยนๆ, ศิลปินอ่อนไหว…มีมุกแบบนี้ไม่รู้จบที่เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสื่อและมันก็มีอิทธิพลกับเราจริงๆแต่พอเอามาเทียบกับตัวอย่างในโลกจริงเรากลับพบว่าคนจริงๆจัดหมวดหมู่ตามมุกพวกนี้ไม่ได้เลย
เริ่มจากตัวอย่างกันก่อน
ลองยกตัวอย่างตำแหน่งที่เราเห็นในสื่ออยู่ตลอดอย่างนายพลของกองทัพดูนายพลมักถูกนำเสนอในแบบที่ค่อนข้างเป็นพิมพ์เดียวกันคือโหดเหี้ยมไร้ความเห็นอกเห็นใจมุ่งเป้าหมายไม่แยแสความสูญเสียเผด็จการเย็นชาทะเยอทะยานคิดแบบประโยชน์นิยมคลั่งชาตินิยมนิยมล่าอาณานิคมชอบลงโทษเอาแต่ได้ขอแค่บรรลุเป้าหมายวิธีการเป็นยังไงช่างมัน…เป็นบุคลิกแบบ Type-A สไตล์นโปเลียนเต็มตัว (เดี๋ยวเราจะเห็นว่าขนาดนโปเลียนเองก็ยังไม่เข้ากับภาพจำของตัวเอง) นึกถึง Tywin (Game of Thrones), General Zod (Man of Steel), General Shepherd (Call of Duty: Modern Warfare 2), Erwin Smith (Attack on Titan)…บุคคลที่ดังและยิ่งใหญ่เกินจริงบางคนโดยเฉพาะในสหรัฐฯช่วยตอกย้ำภาพนี้ (นายพล Patton กับ MacArthur) ให้ดูเหมือนเป็นเรื่องจริงทั้งที่จริงเป็นแค่ไม่กี่กรณีที่เข้ากับเรื่องเล่าเมื่อเทียบกับตัวอย่างนับไม่ถ้วนของแม่ทัพในสนามรบที่อ่อนโยนรู้จักยับยั้งชั่งใจแต่ประสบความสำเร็จสูงมาก (Eisenhower, US Grant, Omar Bradley, George Marshall…) ในขณะที่เราก็มีตัวอย่างของบางคนที่เข้ากับภาพจำแต่กลับทำงานล้มเหลว (George McClellan ที่ถึงขั้นติด ลิสต์นายพลที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Britannica)
ภาพของนายพลฝังแน่นอยู่ในความเข้าใจของคนทั่วไปว่าควรวางตัวยังไงพอถูกนำเสนอในสื่อมันเลยมักถูกลดทอนลงเหลือเป็นภาพล้อของนายพลแบบที่นำเสนอกันบ่อยๆเพื่อให้จำง่ายและไม่ดึงความสนใจเราไปจากเนื้อเรื่องมากนักแต่นอกจากการสั่งรบนายพลก็มีครอบครัวมีชีวิตส่วนตัวมีเพื่อนมีเรื่องการเมืองและงานประจำวันส่วนใหญ่ของเขาก็เป็นเรื่องการบริหารจัดการเกี่ยวกับคนซึ่งต้องใช้ทักษะการเข้ากับคนอย่างมากรวมถึงความอดทนและความเห็นอกเห็นใจสูงปีหนึ่งคุณอาจมีสมรบไม่กี่ครั้งแต่ที่เหลือทั้งปีก็เป็นงานนั่งโต๊ะธรรมดาๆคอยติดต่อกับลูกน้องตรวจความพร้อมของกองกำลังอ่านรายงาน…ใกล้เคียงกับ CEO มากกว่า
นายพลตัวจริงต่างจากภาพจำแค่ไหน
เอาล่ะเริ่มจากคนหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักในสหรัฐฯคือ Ulysses S. Grant ตอนเด็ก Grant มักเป็นฝ่ายปกป้องคนที่ถูกกดขี่และเป็นคนเห็นอกเห็นใจคนมากเขาไม่เคยรังแกหรือทำร้ายใครแต่กลับมีเรื่องชกต่อยกับเด็กคนอื่นหลายครั้งเพื่อปกป้องเด็กตัวเล็กกว่าจากการถูกรังแกเขารักสัตว์จนกลายเป็นนักขี่ม้าที่เก่งที่สุดในหน่วยและหารายได้เสริมด้วยการฝึกม้าป่าตอนไปประจำการเขาผูกพันกับสัตว์มากจนทนทำงานในโรงฟอกหนังของพ่อไม่ได้และกินเนื้อไม่ได้นอกจากจะย่างจนเกรียมไม่มีร่องรอยเลือดเหลือ...ครั้งหนึ่งเขาโมโหทหารในกองทัพของตัวเองที่ทุบตีม้าของมันเองจนถึงขั้นสั่งมัดทหารคนนั้นไว้กับต้นไม้จนกว่าจะได้บทเรียน Grant ยังขึ้นชื่อว่าหูเบาเพราะนิสัยที่มองคนในแง่ดีเสมอทำให้เสียเงินก้อนใหญ่ไปกับแผนรวยทางลัดอยู่บ่อยๆต่อมาตอนเป็นประธานาธิบดีเขาตั้งคณะบริหารที่ขึ้นชื่อเรื่องการคอร์รัปชันทั้งที่ตัว Grant เองโปร่งใสและไม่มีเจตนาร้ายแม้แต่น้อย
เขาเป็นพวกประโยชน์นิยมไหม? ก็ไม่เชิงครั้งเดียวในชีวิตที่เขาได้ทาสตกทอดมาจากพ่อตาเขาปล่อยทาสคนนั้นเป็นอิสระโดยไม่คิดเงินเพราะทนกับความคิดที่จะเป็นเจ้าของมนุษย์คนหนึ่งไม่ได้เผื่อใครยังไม่เห็นว่ามันสำคัญแค่ไหนตอนนั้น Grant กับครอบครัวค่อนข้างจนและทาสหนึ่งคนแทบจะมีค่าเท่ากับทรัพย์สินที่เหลือทั้งหมดของ Grant รวมกันเขาจะขายทาสคนนั้นก็ได้ถ้าไม่อยากเป็นเจ้าของทาสแต่กลับเลือกปล่อยให้เป็นอิสระโดยไม่ได้อะไรตอบแทนเลย ชีวประวัติของเขาที่เขียนโดย Ron Chernow เป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมอยากแนะนำ
เขาเป็นบุคลิก Type-A ไหม? แบบมั่นใจในตัวเองทำธุรกิจสำเร็จและเป็น extrovert? น่าเสียดายที่ไม่เลยเขาขึ้นชื่อว่าล้มเหลวในหลายเรื่องที่ลงมือทำตอนวัยยี่สิบกว่าๆถึงต้นสามสิบสุดท้ายไปจบที่การเป็นเสมียนในร้านของพ่อซึ่งเขาเกลียดเข้าไส้
เขาเป็นพวกเผด็จการชอบลงโทษทหารไหม? แทบไม่เลยเหตุการณ์ที่เห็นเขาลงโทษทหารชัดๆครั้งหนึ่งก็คือเรื่องที่เล่าไปข้างบนที่เขาลงโทษทหารด้วยการมัดไว้กับต้นไม้ (ไม่มีการประหารไม่มีการลงโทษทางร่างกาย) เพราะทุบตีม้าและเหตุการณ์คล้ายๆกันอีกสองสามครั้ง
เขามีเสน่ห์ดึงดูดไหม? ปราศรัยเก่งไหม? เท่าที่มีบันทึกส่วนใหญ่ก็ไม่เขาเป็นชายหน้าตาเรียบๆดู "ติดดิน" ที่หลีกเลี่ยงการกล่าวปลุกใจในสนามรบและอาศัยชัยชนะในสนามรบเป็นตัวรักษาขวัญกำลังใจแต่ทหารก็รักเขาด้วยเหตุผลอื่นนะแค่สุนทรพจน์แบบนายพลในหนังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมันและเขาแทบไม่มีพลังในการสร้างแรงจูงใจนอกจากความนิ่งและสงบในสนามรบที่ขึ้นชื่อ
แต่กระนั้นเขาก็ไต่เต้าขึ้นมาจนกลายเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกาถ้าไม่ใช่นายพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สหรัฐฯเคยมี Grant ที่หูเบาและล้มเหลวในธุรกิจแทบทุกอย่างที่ลงมือกลับมองภาพใหญ่ออกและชนะสงครามที่ไม่เหมือนสงครามไหนบนแผ่นดินอเมริกาเขาชนะในจุดที่นายพลฝ่ายเหนือ 6 คนก่อนหน้าเขาเอาชนะ Lee ในแนวรบด้านตะวันออกไม่ได้เข้าใจศัตรูได้ดีพอๆกับที่ศัตรูเข้าใจตัวเองและเป็นคนแรกที่เข้าใจว่าอาวุธสมัยใหม่เปลี่ยนหลักการของสงครามที่เข้าใจกันมาไปยังไงการทัพ Vicksburg ของเขาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของประวัติศาสตร์การทหารที่เขาแสดงความสร้างสรรค์ที่ไม่มีใครเทียบ
เขาเอาความเห็นอกเห็นใจและสำนึกความยุติธรรมที่แรงกล้ามาใช้ในการดูแลทหารของตัวเองให้ความหมายกับฝ่ายเหนือด้วยการเอาเรื่องการเลิกทาสมาใส่ใจจริงและต่อมาก็ช่วยพาฝ่ายใต้กลับมาเป็นคนอเมริกันอีกครั้ง (ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่กลุ่มกบฏที่ไม่เคยลุกขึ้นมาอีกเลย) เขาถูกเรียกว่าจอมสับมานับครั้งไม่ถ้วนเพราะธรรมชาติของงานแต่เขาก็เป็นหนึ่งในนายพลที่อ่อนไหวที่สุดเท่าที่เคยนำทัพมาฉายาในยามสงครามของเขาคือ Grant "ยอมแพ้แบบไม่มีเงื่อนไข" แต่นิสัยของเขากลับเป็นคนที่ชอบร่วมมือและเห็นอกเห็นใจสูงไม่ใช่คนที่เอาแต่ใช้กำลังยัดเยียดความต้องการของตัวเองในการปฏิสัมพันธ์กับคนระดับเดียวกันบุคลิกของเขาที่เรียบง่ายธรรมดาและอ่อนไหวคงไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นบุคลิกของหนึ่งในนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แต่มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
และเขาไม่ใช่ตัวอย่างเดียวผู้นำนับไม่ถ้วนตลอดประวัติศาสตร์ต้องเผชิญกับการนำทัพออกรบทั้งที่นิสัยใจคอต่างจากนายพลในภาพจำอย่างสุดขั้วแต่ก็ยังประสบความสำเร็จ:
Dwight D. Eisenhower: นักสร้างพันธมิตรที่ถ่อมตัวให้ความสำคัญกับชีวิตของฝ่ายพันธมิตรการส่งกำลังบำรุงและการยับยั้งชั่งใจมากกว่าเกียรติยศส่วนตัวและการบุกแบบบ้าระห่ำ
Omar N. Bradley: เอาความเป็นอยู่ของทหารมาก่อนเสมอหลีกเลี่ยงการเป็นข่าวขึ้นชื่อเรื่องการนำที่สงบและมีมนุษยธรรม
George C. Marshall: อัจฉริยะด้านการจัดการช่วยรักษาชีวิตคนด้วยการวางแผนและการทูตปฏิเสธเครดิตส่วนตัวและการบัญชาการแบบโชว์
Marcus Aurelius: จักรพรรดินักปรัชญาที่เน้นเรื่องหน้าที่การยับยั้งชั่งใจความเมตตาและการปฏิบัติต่อทหารและพสกนิกรอย่างมีจริยธรรมงาน Meditations ของเขาคือผลงานชิ้นเอก
Alfred the Great: ปกป้อง Wessex คุ้มครองพลเรือนปฏิรูปกฎหมายส่งเสริมการศึกษาและเจรจาข้อตกลงที่เป็นธรรมกับผู้รุกรานชาวไวกิ้ง
Napoleon: ถูกจินตนาการว่าเป็นนายพลโหดเหี้ยมแต่เขากลับเขียน Clisson et Eugénie (นิยายรักเรื่องหนึ่ง) อุปถัมภ์วงการวิทยาศาสตร์ (Institut d’Égypte) และชอบประชุมวงเล็กมากกว่าการปราศรัยต่อหน้าคนหมู่มาก
โลกจริงมันซับซ้อน
และอาชีพส่วนใหญ่ก็ซับซ้อนเช่นกันในชีวิตคุณแทบจะเอาตัวรอดด้วยทักษะเดียวหรือนิสัยใจคออย่างเดียวไม่ได้มันเกือบจะเป็นการผสมกันของทักษะนิสัยใจคอและปัจจัยภายนอกจำนวนมหาศาลเสมอและการที่คุณเก่งบางทักษะก็เป็นข้อได้เปรียบที่ไม่ได้แปลว่าจะทำให้คุณสำเร็จในงานที่คนเหมาเอาว่าต้องใช้ทักษะพวกนั้นเพราะบ่อยครั้งมันมีงานเบื้องหลังที่มองไม่เห็นเยอะมากซึ่งต้องใช้ทักษะที่ต่างจากที่คนคิดไปคนละเรื่อง
อย่างที่ยกตัวอย่างนายพลไปก่อนหน้านี้เวลาส่วนใหญ่ไม่ใช่เวลาในสนามรบแต่เป็นงานบริหารจัดการงานนั่งโต๊ะการวางแผนการตรวจทานและการปฏิสัมพันธ์กับทหารและนายทหารธรรมดาๆงานส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันนิสัยใจคอที่มีติดตัวอาจช่วยคุณได้ในบางครั้งและอาจขัดขาคุณในอีกบางครั้งมันเป็นหน้าที่ของคุณที่จะเข้าใจตัวเองให้ดีและมองตามจริงว่าคุณเก่งอะไรโดยธรรมชาติอะไรที่ต้องเรียนรู้อะไรที่ต้องขอความช่วยเหลือและตรงไหนที่ต้องใช้ความสร้างสรรค์มาชดเชยจุดอ่อนของตัวเอง