พวกคุณนั่งกลัวว่าเพื่อนข้างโต๊ะจะกินที่โปรโมต ตอนผมทำสตาร์ทอัพ คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือยอดเงินในบัญชีตอนสิ้นเดือน เขาไม่เคยพยักหน้าให้ผมในห้องประชุม แล้วก็ไม่เคยให้ผมตกชั้นล่างสุดของ curve ด้วย เพราะมันไม่มี curve มีแต่ payroll
stack ranking เปลี่ยนเพื่อนร่วมงานที่เก่งที่สุดให้กลายเป็นศัตรูของคุณจริงไหม?
stack ranking ลงเอยที่การเมืองในออฟฟิศทุกที เพราะมันเปลี่ยนนิยามของคำว่าเก่งในองค์กรไปเลย พอพนักงานถูกตัดสินโดยเทียบกันเองแทนที่จะเทียบกับมาตรฐานหรือเป้าที่นิ่งๆ เพื่อนร่วมงานที่หัวดีที่สุดของคุณก็เลิกเป็นคนที่คุณเรียนรู้และทำงานด้วยได้ กลายเป็นคู่แข่งแทน ความสำเร็จของเขาฉุดสถานะคุณให้ต่ำลงได้ การที่เขาเด่นกินที่โปรโมตของคุณได้ ความเก่งของเขากลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของตัวคุณเอง
In groups
คิด
พวกคุณนั่งกลัวว่าเพื่อนข้างโต๊ะจะกินที่โปรโมต ตอนผมทำสตาร์ทอัพ คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือยอดเงินในบัญชีตอนสิ้นเดือน เขาไม่เคยพยักหน้าให้ผมในห้องประชุม แล้วก็ไม่เคยให้ผมตกชั้นล่างสุดของ curve ด้วย เพราะมันไม่มี curve มีแต่ payroll
เนื้อหาโพสต์
stack ranking ลงเอยที่การเมืองในออฟฟิศทุกที เพราะมันเปลี่ยนนิยามของคำว่าเก่งในองค์กรไปเลย พอพนักงานถูกตัดสินโดยเทียบกันเองแทนที่จะเทียบกับมาตรฐานหรือเป้าที่นิ่งๆ เพื่อนร่วมงานที่หัวดีที่สุดของคุณก็เลิกเป็นคนที่คุณเรียนรู้และทำงานด้วยได้ กลายเป็นคู่แข่งแทน ความสำเร็จของเขาฉุดสถานะคุณให้ต่ำลงได้ การที่เขาเด่นกินที่โปรโมตของคุณได้ ความเก่งของเขากลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของตัวคุณเอง
คนปรับตัวเข้ากับเรื่องนี้แทบจะทันที ความรู้ถูกกักไว้ จะแชร์ทำไม รู้ว่าอะไรเป็นอะไรคือแต้มต่อของเรา.. หัวหน้าก็ปกป้องลูกน้องกลางๆที่ภักดี คนรุ่นซีเนียร์เลี่ยงที่จะสอนคนที่อาจมาแทนตัวเอง ทีมเริ่มหวงเขตแดน meeting กลายเป็นเวทีแข่งกันโชว์ ทุกคนเริ่มบริหารภาพลักษณ์เพราะภาพลักษณ์มีผลต่อการอยู่รอด
Microsoft ยุค Steve Ballmer กลายเป็นตัวอย่างคลาสสิกของวงจรแบบนี้ พนักงานเล่าอยู่หลายปีถึงวัฒนธรรมที่การแข่งกันเองข้างในกลบการทำงานร่วมกันไปหมด เพราะ stack ranking บังคับให้หัวหน้าจัดคนลงช่อง performance ไม่ว่าทีมจริงๆจะดีแค่ไหน dev พูดกันตรงๆว่าเลี่ยงที่จะอยู่กับเพื่อนร่วมงานที่เก่ง เพราะการนั่งทำงานข้างคนเก่งอาจฉุด ranking ของตัวเองในบริษัทลง ทั้งดิวิชั่นหันมาสนใจตำแหน่งแห่งที่ข้างในมากกว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ดีๆ
ความเสียหายไม่ใช่แค่ทฤษฎี อดีตพนักงานและผู้บริหารโยงแรงจูงใจพวกนี้ตรงๆเข้ากับทศวรรษที่หายไปของ Microsoft ช่วงที่บริษัทพลาดหรือทำพังการเปลี่ยนแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่มีคนเก่งทางเทคนิคมหาศาล
Amazon ก็มีเวอร์ชันของตัวเอง เรื่องเล่าเรื่อง "hire to fire" โด่งดังในทางเสียๆ เพราะหัวหน้าบางคนรู้ว่าตัวเองคุม ranking ของทีมไว้ได้และอ้างความชอบธรรมให้การไล่คนออกแบบดุๆด้วยการวนคนผ่านชั้นล่างสุดไปเรื่อยๆ เรื่องไหนจริงเรื่องไหนไม่จริงแทบจะไม่สำคัญแล้ว ที่สำคัญคือพนักงานเชื่อว่าโครงสร้างแรงจูงใจมันชี้ไปทางนั้น
Jack Welch...
เรื่องทั้งหมดนี้มักถูกสาวกลับไปที่ยุคบริหารของ Jack Welch ผู้บริหารทั้งรุ่นเชื่อกันว่าการแข่งกันเองข้างในแบบถาวรสร้างความเป็นเลิศ เพราะมันฟังดูเอาจริงเอาจังและวัดผลตามฝีมือเวลาอยู่บน spreadsheet เอาเข้าจริงมันมักสร้างระบบราชการที่คอยตั้งการ์ดป้องกันตัว เต็มไปด้วยคนที่ปรับตัวเพื่อให้รอดมากกว่าเพื่อให้มีประโยชน์
ระบบมันค่อยๆสอนพนักงานเงียบๆว่าการช่วยเพื่อนร่วมงานมากเกินไปกลายเป็นทำร้ายตัวเองได้
นี่คือส่วนที่คนสาย management theory แทบไม่เคยยอมรับ stack ranking ไม่ได้แค่วัด performance มันปั้นพฤติกรรมใหม่ มันเปลี่ยนความรู้ขององค์กรให้กลายเป็นแต้มต่อส่วนตัว มันให้รางวัลกับการกันตัวเองออกจากเกมการเมือง มันผลักคนที่ทะเยอทะยานให้ไปบริหารภาพลักษณ์ เพราะการเด่นและการมีพวกสำคัญพอๆกับผลงาน แล้วฝ่ายบริหารก็มาทำหน้างงว่าทำไมการทำงานร่วมกันมันดูปลอมๆ
แต่พนักงานก็แค่ตอบสนองต่อระบบตรงหน้าอย่างมีเหตุผล ถ้าบริษัทบอกคนว่ามีแค่บางเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้สำเร็จ เพื่อนร่วมงานก็เลิกเป็นเพื่อนร่วมทีม กลายเป็นอุปสรรคใน ranking มันคือตรรกะของเรื่องค่าตอบแทน พอเวลาผ่านไปนานพอ ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ สุดท้ายทุกคนก็ยอมจำนน
Thoughts
-
Permalinkส่วนที่โพสต์พูดถูกที่สุดคือ stack ranking ไม่ได้แค่วัด performance มันปั้นพฤติกรรม ที่ทีมระบบรายได้เห็นชัดสุดคือ design doc พอถึงรอบประเมินก็เขียนกันละเอียดขึ้นทันที แต่ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นอ่านรู้เรื่อง มันเขียนเพื่อแปะชื่อตัวเองลงบนทุกการตัดสินใจที่ดูดี ส่วน incident ที่ตัวเองมีเอี่ยวก็เงียบกริบ พอ knowledge ของระบบกลายเป็นแต้มต่อส่วนตัว runbook ก็อัปเดตช้าลง เพราะคนที่รู้ดีที่สุดไม่มีแรงจูงใจจะเขียนให้คนมาแทนตัวเองได้
-
Permalinkพวกคุณนั่งกลัวว่าเพื่อนข้างโต๊ะจะกินที่โปรโมต ตอนผมทำสตาร์ทอัพ คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือยอดเงินในบัญชีตอนสิ้นเดือน เขาไม่เคยพยักหน้าให้ผมในห้องประชุม แล้วก็ไม่เคยให้ผมตกชั้นล่างสุดของ curve ด้วย เพราะมันไม่มี curve มีแต่ payroll
-
Permalinkผมว่าโพสต์เล่าเหมือน stack ranking คือคนร้ายที่เดินเข้ามาในทีมดีๆแล้วทำมันพัง จริงๆทีมส่วนใหญ่ไม่ได้สุขสันต์อยู่ก่อนหรอก ranking มันแค่เปิดโปงว่าใครแบกงานจริง งานกู้ release ตอนตีสองไม่เคยอยู่ในเรื่องเล่าตอนเลื่อนตำแหน่ง ไม่ว่าจะมี forced curve หรือไม่มี ปัญหาจริงคือเครดิตวิ่งไปหา feature ที่มองเห็น ไม่ใช่ตัว curve เอา curve ออกแต่ยังให้รางวัลของที่โชว์ได้เหมือนเดิม ก็ได้ทีมการเมืองหน้าเดิม
-
Permalinkstack ranking คือพิธีกรรมประจำปีที่บริษัทเรียกว่าวัดความเป็นเลิศ ผมอยู่มา 4 ปี เห็นรอบ calibration ที่หัวหน้าหกคนนั่งเถียงกันสองชั่วโมงว่าใครควรโดนดันลงล่างสุด เพื่อให้ curve มันสวย ไม่มีใครในห้องนั้นพูดถึงลูกค้าเลยสักคำ
-
Permalinkอ่านแล้วสงสัยจริงๆ ในฐานะคนตำแหน่งเล็กที่ยังอ่านห้องอยู่ ถ้าทุกคนรู้ว่า ranking มันปั้นพฤติกรรมแบบนี้ แล้วทำไมบริษัทใหญ่ๆถึงยังใช้กันอยู่หลายปี มันมีใครได้ประโยชน์จากระบบนี้จริงๆไหม หรือมันแค่ไม่มีใครกล้าเป็นคนแรกที่ยกเลิก
-
Permalinkตรงที่โพสต์บอกว่าคนซีเนียร์เลี่ยงสอนคนที่อาจมาแทนตัวเอง อันนี้เจอกับตัวแบบเงียบๆ ตอนเข้าทีมใหม่ๆมีพี่คนนึงคุม design system ทั้งก้อน ถามอะไรก็ตอบครึ่งเดียวตลอด นานๆเข้าถึงเข้าใจว่ามันไม่ใช่เขาหวง แต่ระบบมันบอกเขาว่าคนเดียวที่เข้าใจของชิ้นนี้คือสถานะของเขา ที่เจ็บกว่าคือพอ frontend ถูกมองเป็นแค่งานขัดเงาอยู่แล้ว คนที่รู้จริงเรื่อง edge case ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลจะกระจายความรู้ออกไป
-
Permalinkเห็นด้วยกับกลไกที่โพสต์วาง แต่อยากเถียงในจุดที่มันโยนความผิดให้ ranking อย่างเดียว เวอร์ชันที่ดีที่สุดของโพสต์คือ การเทียบคนกันเองทำลายความร่วมมือ ซึ่งจริง แต่ทีมที่ไม่มี stack ranking เลยก็แย่งเครดิตกันได้เหมือนกันถ้า scope มันคลุมเครือ ผมเจอ org ที่ไม่มี forced ranking แต่ promo packet ก็ยังเป็นเวทีโชว์ตัวอยู่ดี ranking มันแค่เร่งโรคที่มีอยู่แล้วให้แสดงอาการเร็วขึ้น ไม่ใช่ต้นเหตุเดียว