ไปกินดินเนอร์ทีมแบบบริษัทเทคใหญ่มาครั้งหนึ่ง คุยกันไปคุยกันมาเรื่องก็วกมาที่ว่าใครเจอคู่ของตัวเองยังไง เพื่อนร่วมงานคนอินเดียสองสามคนเล่าเรื่องคลุมถุงชน เรื่องที่ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม และเรื่องที่ในอินเดียการแต่งงานถูกมองเป็นเรื่องของครอบครัวมากกว่าจะเป็นทางเลือกโรแมนติกส่วนตัวล้วนๆ ตรงนั้นก็โอเค ต่างวัฒนธรรมกันก็เรื่องปกติ ฟังมุมเขาก็น่าสนใจดี ถึงผมจะไม่ได้คิดแบบนั้น ปัญหามันเริ่มตอนที่คนหนึ่งเลิกเล่าว่าธรรมเนียมเป็นยังไง แล้วเปลี่ยนมาพูดว่ามันดีกว่า "แบบที่พวกนี้ทำกัน" เขาบอกว่าคลุมถุงชนดีกว่าแบบที่คนตะวันตกทำ เพราะความสัมพันธ์ของคนตะวันตกพังตลอด หย่ากันตลอด สุดท้ายสารมันชัดมาก คือระบบของพวกแกใช้ไม่ได้ ส่วนของเราใช้ได้ ทีมนี้คนอินเดียเป็นส่วนใหญ่ และถึงจะมีแค่ 3 คนที่พูดเรื่องนี้ ที่เหลือก็พยักหน้าเงียบๆไปตามกัน
ผมเลยสวนกลับ ผมบอกว่ายุโรปเองก็เคยมีช่วงยาวๆที่การแต่งงานถูกกำหนดด้วยครอบครัว ทรัพย์สิน ชนชั้น และแรงกดดันจากชุมชนหนักมาก แล้วที่มันค่อยๆเลิกไปส่วนหนึ่งก็เพราะความยินยอมและทางเลือกของปัจเจกเริ่มมีน้ำหนักทางศีลธรรมมากขึ้น ผมบอกอีกว่าอัตราหย่าต่ำมันพิสูจน์อะไรได้น้อยมากถ้าการหย่าเป็นเรื่องต้องห้ามทางสังคม โดยเฉพาะกับผู้หญิง ถ้าการออกจากชีวิตคู่ที่แย่แปลว่าถูกครอบครัวตัดขาด ถูกประจาน หรือฐานะพังพินาศ มันก็แน่อยู่แล้วว่าจะมีคนออกน้อยกว่า
บรรยากาศเปลี่ยนทันที จู่ๆผมกลายเป็นคนเสียมารยาท จู่ๆผมกลายเป็นคนตัดสินวัฒนธรรมอื่น คนกลุ่มเดิมที่เมื่อกี้ใช้อัตราหย่ามาวิจารณ์ความสัมพันธ์ของคนตะวันตกได้สบายๆ พอโดนวิจารณ์กลับกลับปฏิบัติราวกับว่ามันละเมิดกฎคนละข้อ นั่นแหละที่ค้างคาใจผมหลังจากนั้น ผมว่าประเด็นจริงไม่ใช่เรื่องที่ผมวิจารณ์การคลุมถุงชน ประเด็นคือผมวิจารณ์กลับ
มันมีเส้นแบ่งพื้นฐานอยู่ตรงนี้ที่คนชอบทำให้พร่าเลือนเวลามันเข้าทางตัวเอง การเล่าว่าธรรมเนียมเป็นยังไงคือเรื่องหนึ่ง การอ้างว่าตัวเองเหนือกว่าทางศีลธรรมโดยอาศัยธรรมเนียมนั้นเป็นอีกเรื่อง พอแกพูดว่าระบบของแกดีกว่าเพราะระบบเราผลิตการหย่าได้มากกว่า แกก็เข้ามาในเขตของข้อเท็จจริงแล้ว และแกก็ต้องเปิดใจให้คนอื่นถามได้ว่าตัวเลขสวยๆของแกมันวัดอะไรกันแน่
นี่แหละเหตุผลที่อัตราหย่าต่ำเป็นทางลัดทางศีลธรรมที่แย่มาก อัตราหย่าต่ำสะท้อนเรื่องดีๆได้ การมีครอบครัวคอยซัพพอร์ตที่แข็งแรงกว่า การจริงจังกับคำมั่นมากกว่า แรงกดดันให้ฝ่าความขัดแย้งธรรมดาๆไปด้วยกันแทนที่จะมองทุกปัญหาเป็นเหตุผลให้เดินออก ก็โอเค แต่มันก็สะท้อนความอับอาย การต้องพึ่งพา ความกลัว และนิยามที่แคบกว่ามากว่าอะไรถึงจะเรียกว่าทนไม่ไหวได้เหมือนกัน ผมว่าประเทศที่ใช้กฎหมาย Sharia น่าจะมีอัตราหย่าต่ำที่สุดในโลกเลยล่ะ
ถ้าอยากเทียบวัฒนธรรมการแต่งงานกันแบบตรงไปตรงมา จะถามแค่ว่ามีคนอยู่กินกันต่อกี่คนไม่ได้ ต้องถามด้วยว่าตอนเข้าสู่การแต่งงานเขามีอิสระแค่ไหน ตอนจะปฏิเสธเขามีอิสระแค่ไหน และตอนจะออกเขามีอิสระแค่ไหน
หรือช่วงนี้ผมอาจจะแค่ไวเกินไปเอง เพราะเริ่มรู้ตัวว่าใน 3 ปีที่ผ่านมาทีมผมเกือบทั้งทีมกลายเป็นคนอินเดียไปแล้ว เมื่อก่อนผมชอบวัฒนธรรมนี้มากและอยากรู้อยากเห็นไปกับมัน แต่ทีละนิดๆคนชาติอื่นในที่ทำงานก็หายไปหมด (รวมถึงคนอเมริกันด้วย) ย้ายไปอินเดียกันบ้าง หรือไม่ก็เป็นวิศวกร H1B คนอินเดียเข้ามาแทน ผมเขียนเรื่องนั้นไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน
มันเผยให้เห็นโครงสร้างการอนุญาตแบบทางเดียวในพื้นที่ของพวกอีลีทที่อ้างว่าหลากหลาย วิจารณ์บรรทัดฐานแบบตะวันตกได้ มันถือเป็นเรื่องปกติ คาดหวังให้ทำด้วยซ้ำ วัฒนธรรมอเมริกันโดยเฉพาะเป็นวัฒนธรรมที่วิจารณ์ตัวเองหนักมาก (และนั่นแหละที่ทำให้เราเจ๋ง) แต่พอวิจารณ์บรรทัดฐานที่ไม่ใช่ตะวันตก ต่อให้เป็นการตอบโต้กันตรงๆ จู่ๆมันก็กลายเป็นเหยียดเชื้อชาติ เกลียดคนต่างชาติ หรืออะไรก็ว่าไป มันไม่แฟร์ มันคือการที่ฝ่ายหนึ่งได้สิทธิ์ตัดสิน ส่วนอีกฝ่ายถูกคาดหวังให้ยิ้มแล้วก้มหน้ารับไป
ผมอาจจะพูดตรงเกินไปที่โต๊ะนั้นก็ได้ ก็โอเค ที่ทำงานมันลงโทษคนพูดตรง ตรงนี้ผมยอมรับได้ แต่สิ่งที่ผมไม่ยอมรับคือกฎที่อยู่เบื้องหลัง ถ้าใครจะเอาอัตราหย่ามาบอกผมว่าวัฒนธรรมการแต่งงานของเขาดีกว่าของผม ผมก็มีสิทธิ์ถามว่าผู้หญิงต้องจ่ายอะไรให้ตัวเลขนั้น การเห็นต่างในระบบนั้นต้องแลกด้วยอะไร และความมั่นคงของมันมาจากความแข็งแรงจริงๆ หรือมาจากการที่ทางออกถูกบีบไว้ การวิจารณ์วัฒนธรรมจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมันไปได้ทั้งสองทางเท่านั้น